เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : "Energy Shock" น้ำมันแพงรอบใหม่ ที่ไม่ได้กระทบแค่ค่าครองชีพ แต่กำลังกดเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ


by วิภาดา จิณณวาโส
 
เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ดูเหมือนกำลังเผชิญแรงกดดันเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน หลังสถานการณ์น้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อครัวเรือน ธุรกิจ และภาคเกษตรในหลายพื้นที่ ยังต้องรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานในตลาดโลกที่กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 แม้ล่าสุดราคาจะเริ่มอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากการเพิ่มการส่งออกของซาอุดีอาระเบียและมาตรการระบายน้ำมันสำรองของกลุ่มประเทศ G7 แต่ความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่หายไป ทำให้ราคาน้ำมันยังมีโอกาสผันผวนในระดับสูงต่อเนื่อง

สำหรับเศรษฐกิจที่กำลังพยายามประคองการเติบโตท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง การมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้นเข้ามาซ้ำเติมจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะน้ำมันไม่ได้อยู่แค่ในถังรถยนต์ แต่แทรกอยู่ในต้นทุนของสินค้าและบริการแทบทุกประเภท ตั้งแต่การขนส่ง วัตถุดิบ การผลิต อาหาร ภาคเกษตร ไปจนถึงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แรงกระแทกจึงสามารถเดินทางจากตลาดโลกเข้าสู่เศรษฐกิจไทยได้หลายทอด และสุดท้ายย้อนกลับมากดดันทั้งค่าครองชีพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับคนทั่วไป ผลกระทบอาจเริ่มจากเรื่องที่เห็นง่ายที่สุดอย่างค่าเดินทาง คนที่ต้องขับรถไปทำงานทุกวันจะมีค่าใช้จ่ายเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยตรง ขณะที่คนที่ไม่ได้ใช้รถส่วนตัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถโดยสาร รถบรรทุก รถรับจ้าง รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้า เมื่อผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าขนส่งมากขึ้น ต้นทุนดังกล่าวก็มีโอกาสถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในท้ายที่สุด

ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่สามารถไล่ไปถึงตะกร้าสินค้าในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าส่งพัสดุ ค่าเดินทางไปทำงาน ไปจนถึงค่าใช้บริการต่าง ๆ แม้สินค้าแต่ละชนิดจะไม่ได้ใช้น้ำมันโดยตรง แต่หากวัตถุดิบต้องขนส่งจากแหล่งผลิตไปโรงงาน จากโรงงานไปศูนย์กระจายสินค้า และจากร้านค้าไปถึงผู้บริโภค ทุกขั้นตอนล้วนมีต้นทุนพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้อง

ยิ่งสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้จำกัด ผลกระทบจะยิ่งชัดเจน เพราะค่าใช้จ่ายพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ของรายได้อยู่แล้ว เมื่อค่าเดินทางหรือค่าอาหารเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เงินที่เหลือสำหรับการซื้อสินค้าอื่น การท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงก็อาจถูกตัดออกก่อน นั่นหมายความว่าน้ำมันแพงสามารถทำให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจลดลงโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง “ใช้จ่ายมากขึ้น” ในทุกหมวด แต่รู้สึกว่ารายได้เท่าเดิมกลับซื้อของได้น้อยลง

ภาพแรกที่เห็นได้ชัด คือ แรงกดดันต่อต้นทุนและเงินเฟ้อ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ระบุว่า ในเดือนสิงหาคม 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยมีปัจจัยจากทั้งราคาอาหารสด ต้นทุนการผลิต และราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานก็ปรับเพิ่มขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป

กลไกนี้ทำให้น้ำมันแพงกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมากกว่าการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างการปรับขึ้นราคาสินค้า ลดต้นทุนส่วนอื่น หรือยอมรับกำไรที่ลดลง หากต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคมากขึ้น เงินเฟ้อก็จะสูงขึ้นและกระทบกำลังซื้อ แต่หากธุรกิจเลือกแบกรับต้นทุนเอง ผลกำไรที่ลดลงก็อาจกระทบการลงทุน การจ้างงาน และความสามารถในการขยายธุรกิจในระยะต่อไป

ในชีวิตจริง ผู้บริโภคอาจไม่ได้เห็นป้ายราคาสินค้าทุกชนิดปรับขึ้นทันที เพราะผู้ประกอบการบางรายเลือกดูดซับต้นทุนไว้ก่อนเพื่อรักษาฐานลูกค้า แต่การแบกรับต้นทุนก็ไม่ได้หายไปไหน หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ธุรกิจอาจต้องปรับราคาภายหลัง ลดโปรโมชั่น ลดขนาดบรรจุภัณฑ์ ลดค่าใช้จ่ายบางส่วน หรือชะลอการลงทุนเพื่อรักษากระแสเงินสด สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อผู้บริโภคในรูปแบบที่อาจมองไม่เห็นจากตัวเลขเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว

ผลกระทบจึงเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ไปถึงภาคครัวเรือน เมื่อราคาน้ำมันและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น รายได้ส่วนหนึ่งของประชาชนจะถูกใช้ไปกับการเดินทางและสินค้าในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้เหลือเงินสำหรับการใช้จ่ายในสินค้าและบริการอื่นลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ได้แข็งแรงเต็มที่ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจึงมีโอกาสเบียดการบริโภคด้านอื่นออกไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ครัวเรือนที่ต้องเดินทางด้วยรถยนต์เป็นประจำ หากค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นทุกเดือน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะกลายเป็นรายจ่ายที่ลดได้ยาก ต่างจากการซื้อเสื้อผ้า การกินข้าวนอกบ้าน หรือการท่องเที่ยวที่สามารถเลื่อนออกไปได้ เมื่อรายจ่ายที่จำเป็นเพิ่มขึ้น ครัวเรือนจึงต้องลดรายจ่ายที่ยืดหยุ่นได้ลง ส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นทอด ๆ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ธุรกิจบริการ และกิจกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศ จึงอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

สถานการณ์นี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะที่ทุกภาคส่วนแข็งแรงพร้อมกัน แม้การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะเครื่องจักรและอุปกรณ์จะได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและการลงทุน Data Center แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนยังชะลอตัว ธปท.ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2569 โดยรวมยังทรงตัว ขณะที่การผลิตและบริการบางส่วนอ่อนแรงลง เมื่อกำลังซื้อไม่ได้มีแรงส่งมากนัก การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานจึงยิ่งมีโอกาสกระทบทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการพร้อมกัน

อีกช่องทางหนึ่งที่ต้องจับตา คือ ผลกระทบต่อดุลการค้าและเงินบาท เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อซื้อพลังงานในปริมาณเดิม ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นและกดดันดุลการค้า หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผลกระทบดังกล่าวจะสะสมและอาจส่งต่อไปยังดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาทได้

ข้อมูลจาก MUFG Research ประเมินว่า ไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 58% ของการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมัน และทุกครั้งที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ดุลการค้าของไทยแย่ลงประมาณ 0.8% ของ GDP และเพิ่มเงินเฟ้อทั่วไปประมาณ 0.5% หากราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่อดุลการค้าอาจอยู่ที่ประมาณ 2.4% ของ GDP เมื่อเทียบกับกรณีฐาน

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันสูงไม่ได้หมายความว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงโดยอัตโนมัติ เพราะค่าเงินยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ทั้งทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินดอลลาร์ ราคาสินทรัพย์ในตลาดโลก รวมถึงรายได้จากภาคท่องเที่ยว แต่ในเชิงโครงสร้าง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นย่อมเพิ่มต้นทุนการนำเข้าและทำให้ประเทศต้องจ่ายเงินออกไปต่างประเทศมากขึ้น จึงเป็นอีกแรงที่ต้องจับตาในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากต่างประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าพลังงาน

ผลกระทบจากเงินบาทยังสามารถย้อนกลับมาหาคนทั่วไปได้อีกทาง หากต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบสูงขึ้นพร้อมกับเงินบาทที่อ่อนค่า ผู้ประกอบการอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม สินค้าบางประเภทที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เครื่องจักร หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ จึงอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้น นั่นทำให้ Energy Shock ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะน้ำมัน แต่สามารถเชื่อมต่อกับราคาสินค้าอื่นผ่านทั้งต้นทุนพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน

สิ่งที่ทำให้ Energy Shock รอบนี้ซับซ้อนขึ้น คือ เงินเฟ้อจากราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจไทยกำลังร้อนแรง แต่เกิดจากปัจจัยต้นทุนและความเสี่ยงด้านอุปทานจากภายนอก หากราคาพลังงานสูงขึ้นในขณะที่ความต้องการซื้อของคนในประเทศยังอ่อนแอ ธุรกิจจะอยู่ในภาวะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่ เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อจำกัด

สถานการณ์เช่นนี้อาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่ง คือ ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คือธุรกิจต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นและอาจลดกำไร ลดการลงทุน หรือชะลอการจ้างงาน หากเกิดขึ้นเป็นเวลานาน เศรษฐกิจจะถูกบีบจากทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องจับตาความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่ไปกับเงินเฟ้อ แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ Stagflation

สำหรับประชาชน ผลที่น่ากังวลจึงไม่ใช่แค่การต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นในแต่ละเดือน แต่คือการที่รายจ่ายจำเป็นค่อย ๆ กินพื้นที่ของรายได้มากขึ้น หากครัวเรือนมีภาระหนี้อยู่แล้ว การเพิ่มขึ้นของค่าเดินทางและค่าอาหารจะยิ่งทำให้เหลือเงินสำหรับชำระหนี้หรือเก็บออมน้อยลง บางครัวเรือนอาจต้องลดการใช้จ่าย บางส่วนอาจใช้เงินออม และบางส่วนอาจต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อประคองค่าใช้จ่ายระยะสั้น ซึ่งหากราคาพลังงานสูงเป็นเวลานานก็อาจทำให้ความเปราะบางทางการเงินเพิ่มขึ้น

ภาครัฐจึงต้องบริหารโจทย์ราคาพลังงานอย่างระมัดระวัง เพราะการปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนตลาดเต็มที่ช่วยลดภาระทางการคลัง แต่ทำให้ต้นทุนของครัวเรือนและธุรกิจเพิ่มขึ้นเร็ว ขณะที่การใช้เงินอุดหนุนหรือกลไกกองทุนน้ำมันเพื่อชะลอการส่งผ่านของราคา สามารถลดแรงกระแทกในระยะสั้น แต่ย่อมมีต้นทุนทางการคลังและไม่สามารถแก้ปัญหาการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างได้

ปัจจุบันภาครัฐยังใช้มาตรการช่วยลดแรงกระแทกจากราคาพลังงาน โดยมีการลดราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นสำหรับดีเซล 4 บาทต่อลิตรในช่วงวันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ แต่หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง มาตรการลักษณะนี้ก็ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและความยั่งยืนในการดำเนินการ

ในมุมของประชาชน มาตรการดูแลราคาจึงช่วยชะลอแรงกระแทกได้ แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานของประเทศหายไป เพียงเปลี่ยนผู้รับภาระบางส่วนจากผู้บริโภคไปเป็นกองทุนหรือภาครัฐ ขณะที่ต้นทุนบางส่วนยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจอยู่ดี การออกแบบมาตรการจึงมีความสำคัญว่าควรช่วยทุกคนในวงกว้าง หรือควรเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น ครัวเรือนรายได้น้อยหรือธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสูง เพื่อให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกใช้ได้ตรงจุดมากขึ้น

ดังนั้น การรับมือ Energy Shock จึงไม่ใช่เพียงการพยายามทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเศรษฐกิจไทยจะลดความไวต่อราคาพลังงานในตลาดโลกได้อย่างไร เพราะทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งหรือการหยุดชะงักของเส้นทางพลังงาน ไทยก็มีโอกาสได้รับแรงกระแทกซ้ำผ่านต้นทุนการนำเข้าและราคาพลังงาน

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทย แต่เป็นโจทย์ใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA ประเมินว่า หากโครงสร้างการใช้พลังงานของภูมิภาคยังดำเนินไปในทิศทางเดิม มูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเพิ่มจากกว่า 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็นราว 245,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 สะท้อนว่าความเสี่ยงจากราคาพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นความเปราะบางที่อาจกลับมากระทบเศรษฐกิจได้ทุกครั้งที่ตลาดพลังงานเกิดความผันผวน

สำหรับไทย การลดความเสี่ยงจึงต้องไปไกลกว่าการบริหารราคาน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า การพัฒนาพลังงานในประเทศ และการเร่งเปลี่ยนผ่านภาคขนส่งไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพราะยิ่งเศรษฐกิจพึ่งพาพลังงานนำเข้าน้อยลงเท่าไร ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกก็จะลดลงตามไปด้วย

Energy Shock รอบนี้ จึงไม่ได้สะท้อนเพียงราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ยังสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องรับแรงกระแทกจากภายนอก ขณะที่ภายในประเทศยังมีข้อจำกัดทั้งด้านกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และพื้นที่ในการใช้นโยบายเศรษฐกิจ เมื่อแรงกดดันหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ต้นทุนพลังงานจึงมีโอกาสกลายเป็นตัวเร่งให้ปัญหาเดิมรุนแรงขึ้น

สำหรับคนทั่วไป ผลกระทบไม่ได้มีแค่การเติมน้ำมันแพงขึ้น แต่เป็นการสะสมของค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งค่าเดินทาง อาหาร ค่าขนส่ง และบริการต่าง ๆ เมื่อรายได้เท่าเดิมแต่รายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการใช้จ่ายอื่นก็ลดลง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือหนี้อยู่แล้ว จึงอาจต้องลดการเดินทาง การกินนอกบ้าน หรือชะลอการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น สิ่งที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปถึงระดับใด แต่คือจะอยู่ในระดับสูงนานแค่ไหน หากเป็นแรงกระแทกชั่วคราว ธุรกิจและภาครัฐยังพอปรับตัวและดูดซับต้นทุนได้ แต่หากกลายเป็นต้นทุนระดับใหม่ที่ยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายจากราคาพลังงานไปสู่เงินเฟ้อ กำลังซื้อ ต้นทุนธุรกิจ การลงทุน ดุลการค้า และการเติบโตทางเศรษฐกิจในที่สุด

LastUpdate 07/10/2569 22:03:07 โดย : Admin
07-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (7 ต.ค.69) บวก 2.41 จุด ดัชนี 1,584.63 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (7 ต.ค.69) บวก 6.18 จุด ดัชนี 1,588.40 จุด

3. อุตุฯ เตือน 9-13 ต.ค. ฝนตกหนักถึงหนักมากทุกภาคทั่วไทย "กรุงเทพปริมณฑล" ระวัง 10-11 ต.ค. ฝนถล่มอีกครั้ง

4. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกยังทรงตัวบริเวณ 4,150 เหรียญ หลังเมื่อวานมีแรงซื้อกลับจากจุดต่ำสุดบริเวณ 4,103 เหรียญ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 4,184 เหรียญ

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50 - 33.75 บาท/ดอลลาร์

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 ต.ค.69) ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. ฝนฟ้าคะนอง 70% คลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร / กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% /ภาคอีสาน 20%

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (7 ต.ค.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 66,900 บาท

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (7 ต.ค.69) ลบ 4.28 จุด ดัชนี 1,577.94 จุด

9. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (6 ต.ค.69) บวก 253.38 จุด ขานรับบอนด์ยีลด์ร่วง-น้ำมันย่อตัว

10. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (6 ต.ค.69) บวก 30.30 เหรียญ ขานรับดอลลาร์อ่อนค่า-บอนด์ยีลด์ร่วง

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (7 ต.ค.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (6 ต.ค.69) บวก 5.77 จุด ดัชนี 1,582.22 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (6 ต.ค.69) บวก 10.03 จุด ดัชนี 1,586.48 จุด

14. อุตุฯ ประกาศเตือน 9 -13 ต.ค. "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนเพิ่มขึ้น ฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

15. MTS Gold คาดราคาทองคำยังทรงตัวในโซนล่างบริเวณ 4,140 - 4,160 เหรียญ ท่ามกลางแรงกดดันจากดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าบริเวณ 102 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 7, 2026, 10:04 pm