เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : ทรัมป์คว่ำบาตรศาล ICC สะเทือนกติกาธุรกิจโลก เมื่อกฎหมายข้ามพรมแดนไม่เป็นหนึ่งเดียวกันอีกต่อไป


 
by วิภาดา จิณณวาโส
 
เวลาพูดถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เรามักนึกถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง หรือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว แต่ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันมากขึ้น ยังมีความเสี่ยงอีกประเภทที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้ นั่นคือความขัดแย้งระหว่างประเทศที่สามารถเปลี่ยนกติกาการทำธุรกิจได้ แม้บริษัทนั้นจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งด้วยก็ตาม
 
ตัวอย่างหนึ่ง คือ กรณีที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากมองลึกลงไป กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อรัฐบาลนำอำนาจทางกฎหมายและมาตรการทางเศรษฐกิจมาใช้ตอบโต้กัน ผลกระทบอาจขยายไปถึงองค์กร ผู้ให้บริการ และบริษัทเอกชนที่มีความเกี่ยวข้องกับคู่ขัดแย้งได้

จากความขัดแย้งทางการเมือง สู่กติกาที่ธุรกิจต้องระวัง

ก่อนจะมองถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ต้องเข้าใจก่อนว่า ICC คือ ศาลที่ทำหน้าที่ดำเนินคดีอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศบางประเภท เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมสงคราม โดยเป็นคนละองค์กรกับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างรัฐ

สหรัฐไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรมซึ่งเป็นข้อตกลงที่จัดตั้ง ICC และรัฐบาลสหรัฐก็มีข้อขัดแย้งกับศาลเกี่ยวกับการใช้อำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลของสหรัฐ และพันธมิตร มาตรการคว่ำบาตรจึงเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลสหรัฐใช้กดดันบุคคลหรือหน่วยงานที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของศาลตามขอบเขตที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะสามารถสั่งห้ามทุกประเทศทำงานกับ ICC ได้โดยตรง สิ่งที่ต้องพิจารณา คือสหรัฐใช้อำนาจตามกฎหมายของตนจำกัดธุรกรรมใดบ้าง และมาตรการนั้นส่งผลต่อผู้ที่ต้องพึ่งพาระบบการเงินหรือบริการที่อยู่ภายใต้อำนาจของสหรัฐอย่างไร ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศเชื่อมโยงกับโลกธุรกิจ เพราะบริษัทข้ามชาติไม่ได้ดำเนินงานอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของประเทศเดียว ธนาคารอาจตั้งอยู่ในประเทศหนึ่ง ลูกค้าอยู่อีกประเทศหนึ่ง ขณะที่การชำระเงินใช้ผู้ให้บริการจากประเทศที่สาม เมื่อแต่ละประเทศมีจุดยืนหรือข้อกำหนดไม่ตรงกัน บริษัทจึงต้องพิจารณามากกว่าเพียงว่าธุรกรรมนั้นทำได้ตามกฎหมายในประเทศของตัวเองหรือไม่

เมื่อกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน

ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อประเทศหนึ่งออกมาตรการจำกัดความสัมพันธ์กับองค์กรหรือบุคคลบางกลุ่ม แต่อีกประเทศกลับไม่เห็นด้วยกับมาตรการนั้น หรือมีกฎหมายที่พยายามปกป้องบริษัทของตนจากผลของมาตรการดังกล่าว

โดยในกรณีของศาล ICC ที่รัฐบาลสหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันศาล ขณะที่สหภาพยุโรปสนับสนุนบทบาทของศาล ICC และมีเครื่องมือทางกฎหมายบางประเภทที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้มาตรการคว่ำบาตรจากต่างประเทศบางชุดมีผลบังคับใช้ต่อผู้ประกอบการยุโรปโดยอัตโนมัติ หนึ่งในนั้นคือ Blocking Statute ซึ่งจำกัดการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรนอกอาณาเขตบางประเภทของสหรัฐภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

เมื่อกฎเกณฑ์สองฝั่งไม่สอดคล้องกัน บริษัทที่มีธุรกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐจึงอาจต้องเผชิญกับข้อกำหนดที่ขัดแย้งกันในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายยุโรปจะยกเว้นบริษัทจากมาตรการของสหรัฐได้ทุกกรณี เพราะผลที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับขอบเขตของมาตรการ ประเภทธุรกรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ธุรกิจต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตัดสินใจ ตั้งแต่ตรวจสอบคู่ค้า ทบทวนสัญญา ไปจนถึงพิจารณาว่าการใช้ธนาคารหรือผู้ให้บริการรายใดอาจทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่ แม้บริษัทจะไม่ได้ถูกคว่ำบาตรโดยตรงก็ตาม

และเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างกฎเกณฑ์ สิ่งที่ธุรกิจต้องจ่ายเพิ่มอาจไม่ใช่ภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เห็นได้ชัด แต่เป็นต้นทุนในการตรวจสอบและป้องกันความเสี่ยง เช่น การจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การตรวจสอบประวัติคู่ค้า การทบทวนสัญญา และการปรับขั้นตอนชำระเงินให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ

ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งอาจไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรง แต่หากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการทางการเงินที่บริษัทใช้อยู่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลดังกล่าว ธุรกิจก็อาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าธุรกรรมนั้นเข้าข่ายข้อจำกัดหรือไม่ ในบางกรณี ธนาคารหรือผู้ให้บริการอาจเลือกใช้ความระมัดระวังมากขึ้นและปฏิเสธธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าธุรกรรมนั้นผิดข้อกำหนดหรือไม่ก็ตาม

ผลกระทบจึงอาจปรากฏในรูปของการชำระเงินที่ล่าช้า การทำสัญญาที่ใช้เวลานานขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ให้บริการรายใหม่ ต้นทุนเหล่านี้อาจไม่มากพอที่จะทำให้ธุรกิจต้องหยุดดำเนินงานทันที แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องกับหลายตลาด ก็สามารถลดความคล่องตัวและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทได้ ธุรกิจขนาดใหญ่อาจยังพอมีทรัพยากรสำหรับจ้างที่ปรึกษาและจัดตั้งทีมดูแลการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กอาจต้องรับภาระในสัดส่วนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ เพราะมีบุคลากรและงบประมาณจำกัด ความซับซ้อนทางกฎหมายจึงอาจกลายเป็นต้นทุนที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ยากขึ้นด้วย

ผลกระทบอีกด้านที่ต้องจับตา คือ “การตัดสินใจลงทุน” เพราะการลงทุนระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนแรงงาน ภาษี หรือขนาดตลาดเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความแน่นอนของกฎเกณฑ์ด้วย หากบริษัทไม่มั่นใจว่าธุรกรรมที่ทำอยู่ในวันนี้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการใหม่ในวันข้างหน้าหรือไม่ บริษัทอาจต้องใช้เวลาประเมินความเสี่ยงนานขึ้น หรือเลือกกระจายผู้ให้บริการและคู่ค้าเพื่อลดการพึ่งพารายใดรายหนึ่ง แนวทางนี้อาจช่วยลดความเสี่ยง แต่ก็ทำให้บริษัทต้องรับต้นทุนเพิ่มเติมจากการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจใหม่และการบริหารระบบที่ซับซ้อนขึ้น

ในระดับเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บริษัทต่าง ๆ อาจต้องออกแบบห่วงโซ่อุปทาน ระบบชำระเงิน และโครงสร้างธุรกิจให้รองรับกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันมากขึ้น แทนที่จะเลือกผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพหรือราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว การตัดสินใจบางส่วนจึงอาจเปลี่ยนจากการมองหาต้นทุนที่ถูกที่สุด ไปสู่การลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศหรือระบบใดระบบหนึ่งมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรสรุปว่ามาตรการคว่ำบาตรศาล ICC จะทำให้บริษัททั่วโลกย้ายฐานการผลิตหรือเปลี่ยนระบบธุรกิจทันที ผลกระทบโดยตรงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือธุรกรรมที่ถูกจำกัดมากเพียงใด แต่กรณีนี้ช่วยให้เห็นทิศทางที่กว้างกว่า คือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเป็นอีกปัจจัยที่ธุรกิจต้องนำมาคิดควบคู่กับต้นทุนและผลตอบแทน

แล้วไทยต้องมองความเสี่ยงนี้อย่างไร?

สำหรับไทย ยังไม่ควรประเมินว่ามาตรการต่อศาล ICC จะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจไทยในวงกว้างโดยตรง หากไม่มีข้อมูลยืนยันถึงธุรกรรมหรือบริษัทที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศควรติดตามพัฒนาการของมาตรการคว่ำบาตรและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัทที่มีคู่ค้า ลูกค้า หรือช่องทางการเงินเชื่อมโยงกับหลายเขตอำนาจกฎหมาย

สิ่งที่ควรเตรียมไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์กับประเทศใดประเทศหนึ่งล่วงหน้า แต่เป็นการรู้ให้ชัดว่าธุรกิจของตัวเองพึ่งพาคู่ค้าและผู้ให้บริการรายใด มีเงื่อนไขอะไรในสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตร และหากธุรกรรมบางประเภทดำเนินการไม่ได้ตามปกติ จะมีทางเลือกอื่นรองรับหรือไม่ การตรวจสอบเหล่านี้ช่วยให้บริษัทรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อนจึงค่อยแก้ไข

กรณีรัฐบาลสหรัฐกับศาล ICC จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับองค์กรระหว่างประเทศ แต่สะท้อนให้เห็นว่าโลกธุรกิจกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนกว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาและกำลังซื้อ เมื่อกฎหมาย การเงิน และนโยบายต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครผลิตได้ถูกกว่าหรือขายได้มากกว่าเท่านั้น แต่รวมถึงว่าใครเข้าใจกติกาที่เปลี่ยนไป และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่ากัน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 ต.ค. 2569 เวลา : 18:57:08
11-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 15 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 7.04 จุด ดัชนี 1,577.65 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 2.74 จุด ดัชนี 1,573.35 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบบริเวณ 4,100 เหรียญ อีกครั้ง ก่อนมีแรงซื้อกลับและปิดเหนือ 4,150 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ปรับขึ้นต่อบริเวณ 4,170 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวก 16.30 ดอลลาร์ ฟื้นตัวหลังร่วงแรง จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวกเล็กน้อย 51.77 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดลบ กังวลน้ำมันพุ่ง-หุ้นชิปร่วง

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 6.13 จุด ดัชนี 1,576.74 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50 - 33.75 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (9 ต.ค.69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,100 บาท

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (9 ต.ค.69) ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ฝั่งตอ. 60% ฝั่ง ตต. 40% กรุงเทพปริมณฑล 30% ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 20% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 10%

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ กปน.: 15 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนจรัญสนิทวงศ์

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (8 ต.ค.69) ลบ 14.02 จุด ดัชนี 1,570.61 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (8 ต.ค.) ลบ 5.67 จุด ดัชนี 1,578.96 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำอ่อนตัวลงใกล้ 4,100 เหรียญ และทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 2 เดือน โดยเมื่อวานราคาลงไปแตะบริเวณ 4,066 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับและรีบาวด์ขึ้นมาทรงตัวบริเวณ 4,130 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 11, 2026, 8:07 pm