หุ้นทอง
SCB WEALTH เปิดมุมมองเศรษฐกิจ-ค่าเงินหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ย ชูกองทุนหุ้นสหรัฐฯ - EM รับคลื่น AI พร้อมกองทุนดอลลาร์กระจายความเสี่ยง


SCB WEALTH จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ "Fed, Dollar and Beyond" เปิดมุมมองเศรษฐกิจ  ค่าเงิน และกลยุทธ์ลงทุนหลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย โดย SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจโลก และสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อ ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายไทยคาดว่าจะทรงตัวที่ 1% จนถึงปี 2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ด้าน SCB  FM คาดเงินบาทในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าเคลื่อนไหวในกรอบ  33.30 -33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยสู่กรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ พร้อมแนะนักลงทุนระยะสั้นป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินมีโอกาสสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน  ส่วนการลงทุนระยะยาวอาจไม่จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด  ด้าน SCB CIO มองวัฏจักรลงทุน AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ชูหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเกาหลีใต้ และไต้หวัน ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน AI  พร้อมแนะกระจายพอร์ตผ่านกองทุนสกุลดอลลาร์ SCBUSDGMCORE , SCBUSDUSFOCUS และ SCBUSDGOLD เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนและบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
 
นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา เรามองว่า ตลาดคาดการณ์ไปมากแล้วบนประเด็นนี้ สะท้อนได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) สหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ โลกเคยเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยระดับนี้เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยเมื่อพิจารณาโมเมนตัมเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่า แม้ช่วงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น เศรษฐกิจก็มีการเติบโตได้ดีกว่า ทำให้เรามองว่า หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้ ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยพื้นฐานที่ค่อนข้างดี ซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีมาตั้งแต่ก่อนเกิดกระแส AI ขณะที่ ในระยะหลังประเด็นนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าอัตราดอกเบี้ย  
 
สำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวม มีแนวโน้มขยายตัวต่อได้ แต่การขยายตัวแต่ละประเทศค่อนข้างแตกต่างกัน เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางต่างๆ อาจต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งบางประเทศที่ได้รับผลดีจากวัฏจักรการลงทุน AI ที่เติบโต เช่น เกาหลีใต้ แม้ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจจะยังค่อนข้างแข็งแรง ขณะที่ เศรษฐกิจหลายประเทศมีความน่าเป็นห่วง เพราะเผชิญประเด็นเสถียรภาพค่าเงิน จากค่าเงินอ่อนค่าลง ส่วนเศรษฐกิจไทย เป็นประเทศที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) โดย SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังอยู่ในระดับ 1% ต่อไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ ขณะที่เงินเฟ้อไม่สูงมากเท่ากับประเทศอื่น นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้า และไม่ทั่วถึง จึงมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพื่อประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ ต้องจับตา ความผันผวนในตลาดการเงินที่มากขึ้น  
 
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทในช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีปัจจัยช่วยประคองจากทิศทางค่าเงินในภูมิภาค ตามเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) เข้าแทรกแซงค่าเงิน พร้อมมีข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น จากเดิมเคยปรับขึ้นครึ่งปี 1 ครั้ง อาจเหลือไตรมาสละ 1 ครั้ง พร้อมกับข่าวกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและพนักงานรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น (GPIF) โยกเงินที่เคยลงทุนในต่างประเทศกลับมาลงทุนตลาดตราสารหนี้ในประเทศ   
ในระยะสั้น 1-2 เดือนข้างหน้า SCB FM ประเมินเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และยังมีโอกาสอ่อนค่าได้เล็กน้อย จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้านสงครามการค้า และทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังแข็งค่า จากประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจากสถิติ  5-6 ครั้งในอดีต เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มักแข็งค่าขึ้นช่วงเข้าใกล้เลือกตั้งกลางเทอม ยิ่งในภาวะที่คะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตขึ้นนำพรรครีพับลิกันพอสมควร และอาจทำให้ชนะทั้งสภาบนและสภาคล่าง จึงอาจทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นต่อ ซึ่งก็จะกดดันเงินบาทได้ งเฟส่วนปลายปี คาดว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว ดุลการค้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น ราคาทองคำที่ยังมีโอกาสปรับขึ้น และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจผ่อนคลายลงบางส่วน
 
สำหรับนักลงทุน เรามองว่า การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน เป็นประเด็นสำคัญ โดยปัจจุบันต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging cost) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง เช่น Hedging cost ระยะ 1 ปีข้างหน้า อยู่ที่ประมาณ 3.6% สูงกว่าอดีตมาก จากการที่อัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ที่ห่างกันมาก ดังนั้นหากมีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ หรือสนใจลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หากเป็นการลงทุนระยะสั้น การ Hedging อาจจำเป็นอยู่ เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินอาจสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีโอกาสได้รับ แต่หากเป็นการลงทุนระยะยาว เช่น 10 ปีขึ้นไป อาจไม่จำเป็นต้อง Hedging เพื่อลดต้นทุนที่เกิดจาก Hedging cost ให้โอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีกว่า เนื่องจากค่าเฉลี่ยของค่าเงินบาท 10 – 20 ปีย้อนหลัง อยู่ในระดับ 33.40 – 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน  
 
น.ส.นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า SCB CIO มองว่าเศรษฐกิจโลกในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อ โดยมีการลงทุนด้าน AI เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก คาดว่ามูลค่าการลงทุนใน AI จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ และอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3-4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ส่งผลให้เกิดโอกาสการลงทุนในหลายส่วนของห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ ศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
 
อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต จากความต้องการใช้เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะใน AI พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ความแตกต่างของผลประกอบการ ระดับมูลค่า และคุณภาพของธุรกิจ มีความสำคัญต่อผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้น นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกการลงทุน (Selectivity) โดยมุ่งเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดที่ดี และสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักของพอร์ตการลงทุน จากบทบาทการเป็นศูนย์กลางของ AI Ecosystem ความแข็งแกร่งของผลประกอบการ และฐานะการเงินของบริษัทขนาดใหญ่ โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะเติบโตประมาณ 20% ขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นราว 34% และระดับมูลค่าที่ยังน่าสนใจกว่า โดยซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 10 เท่า เทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ประมาณ 22 เท่า ทั้งนี้ SCB CIO ให้น้ำหนักเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ
 
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน SCB CIO มองว่า การสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (Portfolio Resilience) เพื่อรองรับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดในระยะสั้น โดยใช้แนวทาง Core Portfolio เป็นแกนหลักในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโต รายได้ และการกระจายความเสี่ยง พร้อมเปิดโอกาสเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีมหรือสินทรัพย์ที่มีปัจจัยสนับสนุนโดดเด่นในแต่ละช่วงเวลา 
 
ในส่วนของการเติบโต ยังคงให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นเป็นเครื่องยนต์หลักของพอร์ต แต่กระจายแหล่งที่มาของการเติบโตให้กว้างขึ้น ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ธุรกิจที่สนับสนุนการขยายตัวของ AI เช่น Data Center พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจที่มีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเฉพาะตัว เพื่อให้พอร์ตมีแหล่งที่มาของการเติบโตที่หลากหลายมากขึ้น ด้านการสร้างรายได้ SCB CIO ยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้คุณภาพดีอายุเฉลี่ยระยะสั้นถึงปานกลาง เพื่อสร้างกระแสรายได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางสภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังมีความผันผวน ขณะที่การกระจายความเสี่ยงยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุน โดยสามารถพิจารณาสินทรัพย์ที่มีปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนแตกต่างจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เช่น ทองคำ และการลงทุนทางเลือก เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
 
สำหรับ Opportunistic Portfolio นักลงทุนสามารถพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีมที่มีปัจจัยสนับสนุนโดดเด่น โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่ม Semiconductor, Memory, Data Center, Power & Grid รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง 
นอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงการลงทุนทั่วโลก และสนับสนุนการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน โดยการจัดสรรสัดส่วนที่เหมาะสมควรพิจารณาจากระดับความเสี่ยง ระยะเวลาการลงทุน และเป้าหมายทางการเงินของผู้ลงทุนแต่ละราย
นายสรรค์ชัย สกุลสุรเอกพงศ์ Investment Product Selection and Partnership Manager, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในต่างประเทศให้นักลงทุนเลือกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนจากสกุลเงินบาทไปยังสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้พอร์ตลงทุน โดยตัวอย่างกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนสอดคล้องกับมุมมองการลงทุนดังกล่าว ได้แก่ กองทุน SCBUSDGMCORE* ความเสี่ยง 6 คือเสี่ยงสูง กองทุนผสมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกด้วย เสริมด้วย Liquid Alternative ที่มีการลงทุนแบบ Absolute Return ที่คัดสรรและจัดสัดส่วนการลงทุนโดย BlackRock กองทุน SCBUSDUSFOCUS ความเสี่ยง 6 คือเสี่ยงสูง กองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เน้นลงทุนบริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพและการเติบโตสูง ด้วยสไตล์ผสมผสาน พร้อมกระจายลงทุนในหุ้นคุณภาพดีราว 150-350 บริษัท และ กองทุน SCBUSDGOLD ความเสี่ยง 8 เสี่ยงสูงมาก กองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ลงทุนในทองคำผ่านกองทุนรวม SPDR Gold Trust ซึ่งเป็น ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปสาระสำคัญจากเสวนาออนไลน์  Fed, Dollar and Beyond โดยจัดทำขึ้น ณ วันที่ 29 ก.ย. 2569 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้สนใจลงทุน ข้อมูลและความคิดเห็นที่ปรากฎเป็นมุมมองของวิทยากร ณ วันที่จัดงาน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวการณ์ และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล
คำเตือน 
• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน 
• การลงทุนในกองทุนรวมมีความเสี่ยงและ ไม่ใช่การฝากเงิน ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนคืนน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้ 
• กองทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศและไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
• การลงทุนในกองทุนที่ซื้อหรือขายด้วยสกุลเงินตราต่างประเทศ หรือลงทุนในกองทุนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน มีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
• *กองทุนรวม SCBUSDGMCORE บริหารจัดการการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างประเทศโดยบริษัท BlackRock (Singapore) Limited ภายใต้สัญญาแต่งตั้งรับมอบหมายงานด้านการจัดการลงทุนเป็นไปตามที่ระบุ ในโครงการจัดการกองทุนโดยบลจ.ไทยพาณิชย์ 
   กองทุนนี้ไม่เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอหรือต้องการรักษาเงินต้น ผู้ลงทุนโปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โปรดศึกษารายละเอียดข้อมูลกองทุนกับ บลจ.ไทยพาณิชย์อีกครั้ง 
  ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนได้ที่ https://www.scbam.com/medias/upload/landing-page/SCBUSDGMCORE.html 
• ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
• ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนเพิ่มเติมได้จาก website บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและแอป SCB EASY หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 12 ต.ค. 2569 เวลา : 15:32:15
12-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,200 เหรียญ โดยหากราคาสามารถสร้างฐานเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบ 4,250 เหรียญ

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (12 ต.ค.69) ลบ 3.55 จุด ดัชนี 1,574.10 จุด

3. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.30-33.70 ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯและความเห็นประธานเฟด

4. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (12 ต.ค.69) บวก 0.88 จุด ดัชนี 1,578.53 จุด

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (12 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,600 บาท

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.35 - 33.65 บาท/ดอลลาร์

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (12 ต.ค.69) ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง 70% ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 30% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 20%

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (12 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์

9. ประกาศ กปน.: 15 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 7.04 จุด ดัชนี 1,577.65 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 2.74 จุด ดัชนี 1,573.35 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบบริเวณ 4,100 เหรียญ อีกครั้ง ก่อนมีแรงซื้อกลับและปิดเหนือ 4,150 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ปรับขึ้นต่อบริเวณ 4,170 เหรียญ

13. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวก 16.30 ดอลลาร์ ฟื้นตัวหลังร่วงแรง จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด

14. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวกเล็กน้อย 51.77 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดลบ กังวลน้ำมันพุ่ง-หุ้นชิปร่วง

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 6.13 จุด ดัชนี 1,576.74 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 12, 2026, 5:14 pm