เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างชัดเจน เมื่อรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของทั้งภาคการผลิตและตลาดรถยนต์ในประเทศ"


 
ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2570 คาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped recovery) โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) ขณะที่รถยนต์สันดาปภายใน และรถกระบะยังคงมีแนวโน้มซบเซา เพราะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบางและข้อจำกัดด้านสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม แม้ตลาด xEV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะรถ PHEV และ BEV ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศในระดับต่ำ สะท้อนความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้ครบวงจร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศให้เติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า

 
• ตลาดรถยนต์ไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยคาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 7.3 แสนคัน ขยายตัวราว 6.6% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้นของตลาดรถยนต์ไทยใน 2 ด้านสำคัญ ดังนี้

 
1. ตลาดรถกระบะมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2570 คาดว่ายอดขายจะทรงตัวอยู่ที่ราว 1.8 แสนคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงราว 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากกำลังซื้อที่ยังคงเปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคเกษตรและธุรกิจ SME รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันไปเลือกใช้รถยนต์ประเภท SUV ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และมีตัวเลือกรุ่นย่อยในหลายระดับราคา

 
2. รถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดรถยนต์ไทย โดยคาดว่ายอดขาย xEV ในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 4.6 แสนคัน หรือคิดเป็น 64% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด นอกจากนี้ ภายในปี 2571 รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) จะก้าวขึ้นมาเป็นประเภทรถยนต์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ การเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง และความพร้อมของผู้ผลิตที่มีเครือข่ายศูนย์บริการ มาตรฐานการดูแลหลังการขาย ความพร้อมด้านอะไหล่ และระบบนิเวศที่รองรับการใช้งานได้อย่างครบวงจรมากขึ้น

 
 
• แม้ไทยยังสามารถยืนหยัดเป็นฐานการผลิตยานยนต์หลักของภูมิภาคได้ แต่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยการผลิตได้ก้าวไปสู่กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) มากขึ้น ขณะที่ภาคส่งออกเผชิญความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น SCB EIC ประเมินว่า ปริมาณการผลิตยานยนต์ของไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายได้สู่ระดับ 1.5 ล้านคัน สูงสุดในรอบ 4 ปี โดยราว 75% ของกำลังการผลิตทั้งหมดจะมาจากกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ ควบคู่กับการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อส่งออกยานยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าไทยจะสามารถส่งออกรถยนต์ได้ราว 8.6 แสนคันในปี 2570 กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยหลังจากหดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลัก หลังผู้ผลิตหลายรายทยอยกลับมาส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะ หลังปรับปรุงโมเดลรถให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น แม้ภาพรวมการส่งออกจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์จีน ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายตลาดคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน 

 
• ในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้

 
1) มาตรการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2570 เป็นต้นไป SCB EIC มองว่า มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดการเร่งซื้อและเร่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ยังไม่มีฐานการผลิตในไทย ก่อนอัตราภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ ขณะที่ในระยะกลาง-ยาว มาตรการดังกล่าวนี้ จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถเร่งลงทุนในประเทศ พัฒนาห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น 

 
2) มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 Excess Capacity อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการค้าและความผันผวนของการส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยางล้อ หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ภาษีนำเข้าภายใต้ Section 301 อาจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 19% จากอัตราภาษีเดิมภายใต้มาตรการด้านแรงงานบังคับ (Forced Labor) ที่ 12.5% และอาจถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากมาตรการ Excess Capacity อีกอย่างน้อย 7% 

 
โดยสรุป อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากฐานการผลิตที่พึ่งพารถยนต์สันดาปเป็นหลัก สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์พลังงานทางเลือกที่มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญความท้าทายจากกฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตต่างประเทศ ดังนั้น การเร่งยกระดับฐานการผลิต ชิ้นส่วน และพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิด “1 ประเทศ 2+ ระบบเครื่องยนต์” จะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันให้ไทยยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ชั้นนำของโลกในระยะยาว

 
อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Automotive-121026

 
ผู้เขียนบทวิเคราะห์ : ฐิตา เภกานนท์ (tita.phekanonth@scb.co.th) นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) SCB EIC Online : www.scbeic.com Line : @scbeic
 

LastUpdate 13/10/2569 11:47:46 โดย :
25-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 ต.ค.69) ร่วงหนัก 110.20 ดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะสูงสุดในรอบ 5 เดือน

2. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 ต.ค.69) ร่วงแรง 1,350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,800 บาท

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ต.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนฟ้าคะนอง 60% และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคกลาง 40% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 10%

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 ต.ค.69) บวกเล็กน้อย 11.89 จุด ดัชนี S&P 500-Nasdaq ปิดร่วงหนัก จากแรงเทขายหุ้นเทคฯ

5. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ต.ค.69) บวก 6.58 จุด ดัชนี 1,562.67 จุด

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ต.ค.69) บวก 5.38 จุด ดัชนี 1,561.47 จุด

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (22 ต.ค.69) ลบ 1.85 จุด ดัชนี 1,554.30 จุด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (22 ต.ค.69) ปรับลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,300 บาท

9. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยเช้าวันนี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,110 เหรียญ แม้เมื่อคืนวันพุธจะปิดบวกเล็กน้อยที่ 4,141 เหรียญ

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45 - 33.75 บาท/ดอลลาร์

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์

12. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ต.ค.69) บวก 7.4 เหรียญ รับบอนด์ยีลด์ชะลอตัว จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า

13. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (21 ต.ค.69) บวก 360.21 จุด, ดัชนี Nasdaq พุ่งกว่า 1% รับผลประกอบการ SpaceX แกร่ง

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ต.ค.69) ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝนตกหนัก 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 40% ภาคอีสาน 20% ภาคเหนือ 10%

15. ประกาศ กปน.: 27 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 25, 2026, 8:52 am