เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
กระทรวงการคลังออกชุดมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569


นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด มีประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร และสถานประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำกิน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงหรือขาดหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินยังคงอยู่ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยให้ความสำคัญกับประชาชนและผู้ประกอบการเป็นศูนย์กลาง มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งด้านการดำรงชีวิต รายได้ ภาระหนี้สิน และการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ลดภาระหนี้เดิมผ่านมาตรการพักชำระหนี้ในช่วงที่รายได้ขาดหาย และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูเครื่องมือประกอบอาชีพ และเสริมสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็ว นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

1. มาตรการด้านการเงิน

1.1. มาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569

• คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหายและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้

1) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถหารายได้แต่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งในส่วนต้นเงินและ/หรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา

2) ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายมีความจำเป็นต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 – 1.99 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี  

3) สำหรับประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใช้ในยามฉุกเฉิน ธนาคารออมสินให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 3 เดือนแรก นอกจากนี้สำหรับเกษตรกร ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับ

4) ในส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและยังทำให้ยังคงประกอบธุรกิจและจ้างงานต่อไปได้ ธนาคารออมสิน ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ วงเงินต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 – 3.25 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี ขณะที่ ธสน. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย
ตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันอยู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกัน

5) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ธอท. ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

1.2. มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ : โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB เพื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 (มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยธนาคารออมสินได้ออกมาตรการสินเชื่อ Soft Loan ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซ่อมแซม ฟื้นฟูสถานประกอบการและทรัพย์สินที่ได้รับ
ความเสียหาย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับ SMEs ไม่เกินร้อยละ 3.50 ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก สำหรับปีที่ 3-5 ไม่เกินร้อยละ 5.00 ต่อปี วงเงินต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี และมีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA)

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งเพื่อขอรับความช่วยเหลือต่อไป

2. มาตรการภาษี
กระทรวงการคลังได้มีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 อีกจำนวน 4 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทน
หรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย 2) มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถของผู้ประสบอุทกภัย 3) การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากร และ 4) มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

2.1 มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซม
ความเสียหายจากอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้าเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และผู้ประกอบกิจการโรงแรมและสถานที่พักที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรตามตอนที่ 84 ของพิกัดอัตราศุลกากร โดยกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ สิ่งของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่และนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น โดยผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิหรือผู้แทนจำหน่ายที่มีสัญญาซื้อขายกับผู้ได้รับสิทธิ และต้องแสดงหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อกรมศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

2.2 มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยบุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 - 31 ธันวาคม 2569 ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงในช่วงเวลาดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ โดยเป็นค่าใช้จ่าย 2 ประเภท ได้แก่ 

1) ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมหรือการทำความสะอาด อาคาร ห้องชุด และทรัพย์สินที่ติดตั้งกับตัวอาคารหรือในที่ดินที่ตั้งอาคารหรือที่ติดตั้งกับห้องชุด ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ และ

2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ 

ในกรณีที่มีทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 1 แห่ง หรือรถเสียหายมากกว่า 1 คัน ให้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้วงเงินดังกล่าว ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

2.3 การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากร
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียอากร ซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ตามท้องที่ที่กรมสรรพากรกำหนด จะได้รับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี การนำส่งภาษี และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยการขยายกำหนดเวลาครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ทั้งนี้ การขยายเวลารวมทั้งการยื่นแบบเป็นกระดาษ และผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ สำหรับอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมต่อไป

2.4 มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 นอกจากนี้ ยังขยายกำหนดเวลาการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราและยาสูบ รวมถึงใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569 ให้สามารถยื่นคำขอได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม

นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน และ 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผ่านช่องทาง www.thainatcat.org และประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน คปภ. 

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังตระหนักดีว่า การฟื้นฟูหลังอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนหรือสถานประกอบการ หรือทำให้ธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการได้ ยังต้องช่วยให้ประชาชนกลับมามีรายได้ มีโอกาสและความมั่นคงในการดำรงชีวิต ดังนั้น กลไกทางการเงินและมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้จึงมุ่งบรรเทาภาระพร้อมสนับสนุนเงินทุน และลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการที่ประสบความยากลำบากได้อย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นฟูชีวิตได้อีกครั้ง 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 20 ต.ค. 2569 เวลา : 13:59:21
20-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (20 ต.ค.69) ลบ 7.95 จุด ดัชนี 1,563.77 จุด

2. ทองเปิดตลาดวันนี้ (20 ต.ค.69) ร่วงแรง 550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,500 บาท

3. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงผันผวนและปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเช้านี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,120 - 4,130 เหรียญ หลังลดลงราว 0.6%

4. อุตุฯ เตือน 21-25 ต.ค. "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคอีสานตอนล่าง- ภาคใต้ตอนบน" ฝนตกหนักถึงหนักมากลมกระโชกแรง

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (20 ต.ค.69) ลบ 2.79 จุด ดัชนี 1,568.93 จุด

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (19 ต.ค.69) ลบ 21 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-บอนด์ยีลด์พุ่ง ฉุดตลาด

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (19 ต.ค.69) ลบ 36.38 จุด สวนทาง Nasdaq พุ่ง 290.85 จุดรับแรงช้อนซื้อหุ้นชิป-AI

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45 - 33.75 บาท/ดอลลาร์

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ต.ค.69) ภาคใต้ มีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 60% ภาคอีสาน 20% ภาคเหนือ 10%

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ต.ค.69) ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ที่ระดับ 33.58 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (19 ต.ค.69) ลบ 1.29 จุด ดัชนี 1,571.72 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (19 ต.ค.69) บวก 1.92 จุด ดัชนี 1,574.93 จุด

13. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ประมาณ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยเฟด

14. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.25-33.65 มองดอลลาร์อาจเข้าโหมดปรับฐาน

15. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกยังฟื้นตัวกลับขึ้นเหนือระดับ 4,150 เหรียญในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ภาพรวมทั้งสัปดาห์ยังปิดลบราว 25 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 20, 2026, 3:02 pm