กองทุนรวม
บลจ.กสิกรไทย เสริมทัพพอร์ตภาษีด้วย ThaiESGX ชู 2 ทางเลือก "หุ้นปันผล - หุ้นผสมตราสารหนี้" รับโอกาสลงทุนปลายปี


บลจ.กสิกรไทย เปิดโอกาสรับจังหวะลงทุนในหุ้นไทยผ่านกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นคุณภาพที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและศักยภาพจ่ายเงินปันผล กับ 2 ทางเลือก ThaiESGX ทั้ง K-HDThaiESGX-N ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว และ K-70ThaiESGX-N ที่ลงทุนผสมในหุ้นไทยกับตราสารหนี้เพื่อเพิ่มการกระจายความเสี่ยง พร้อมต่อยอดการลงทุนเพื่อความยั่งยืนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 
นางสาวภารดี มุณีสิทธิ์ CFA, Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะโอกาสจากบริษัทคุณภาพที่มีความสามารถในการทำกำไร ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ บลจ.กสิกรไทย จึงต่อยอดเป็น 2 ทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุน ThaiESGX ได้แก่ K-HDThaiESGX-N ที่เน้นรับโอกาสจากหุ้นไทยคุณภาพ และ K-70ThaiESGX-N ที่ลงทุนผสมในหุ้นไทยกับตราสารหนี้เพื่อสร้างสมดุลให้กับพอร์ต พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนในทั้ง 2 กองทุนได้แล้วตั้งแต่วันนี้

นางสาวภารดีกล่าวต่อไปว่า กองทุน K-HDThaiESGX-N มีนโยบายการลงทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยเพื่อความยั่งยืนประมาณ 90-100% โดยคัดเลือกบริษัทคุณภาพที่มีความสามารถในการทำกำไร ฐานะการเงินมั่นคง รวมถึงมีประวัติและศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์ Positive Screening ควบคู่กับการนำปัจจัย ESG มาประกอบการตัดสินใจลงทุน (ESG Integration) เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของตลาดหุ้นได้ และต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว 

ขณะที่กองทุน K-70ThaiESGX-N มีนโยบายการลงทุนแบบผสมที่ช่วยกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการลงทุนเบื้องต้นในหุ้นไทยเพื่อความยั่งยืนที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลสูงไม่เกิน 70% และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประมาณ 30% ซึ่งในส่วนของตราสารหนี้จะเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน รวมถึงหุ้นกู้เอกชนกลุ่ม Investment Grade จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้ในระดับปานกลาง และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนจากหุ้น ควบคู่กับการบริหารความผันผวนของพอร์ตผ่านตราสารหนี้

“บลจ.กสิกรไทย ยังคงมองเห็นโอกาสรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย โดยทั้งจากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะเติบโตระดับปกติที่ประมาณ 5% ในปี 2570 และผลตอบแทนในส่วนปันผล ซึ่งคาดการณ์ SET dividend yield ที่ 3.8% ประกอบกับ Valuation ที่ยังน่าสนใจ โดย 12-month Forward P/E อยู่ที่ 13.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 15.6 เท่า พร้อมคงเป้าดัชนี SET สิ้นปีที่ 1,700 จุด โดยจับตาประสิทธิผลของนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัย upside ต่อเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งแนวทางการบริหารพอร์ตนั้น ทาง บลจ.กสิกรไทย ได้ให้น้ำหนักกับการคัดเลือกหุ้นคุณภาพที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดรวม โดย Dividend Yield ของพอร์ตคาดอยู่ที่ประมาณ 5.4% และมี valuation ที่ต่ำกว่าโดย Forward P/E ที่ 11.9 เท่า เทียบกับ SET Index ที่ 13.5 เท่า จึงเป็นการสร้างพอร์ตเพื่อมุ่งสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากเงินปันผลควบคู่กับการเติบโตของมูลค่าเงินลงทุน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารกองทุน ThaiESGX ทั้ง 2 กองทุน” นางสาวภารดีกล่าว

นางสาวภารดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ลงทุนในกองทุน K-HDThaiESGX-N และ K-70ThaiESGX-N สามารถรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยใช้สิทธิลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุด 300,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินเดียวกับกองทุน ThaiESG และต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีแบบวันชนวัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายภาษีอากรกำหนด ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 500 บาท ผ่าน K PLUS, K-My Funds, ธนาคารกสิกรไทย และผู้แทนสนับสนุนการขาย พร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนผ่านช่องทางดังกล่าว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ KAsset Contact Center โทร. 0 2673 3888 หรือเว็บไซต์ KAsset

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน หากผู้ลงทุนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี • ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต • กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 26 ต.ค. 2569 เวลา : 20:49:53
26-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (27 ต.ค.69) บวก 16.36 จุด ดัชนี 1,579.03 จุด

2. ทีทีบีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.40-33.90 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันพุ่ง

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (26 ต.ค.69) บวก 9.38 จุด ดัชนี 1,572.05 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวลงแรง หลุดระดับจิตวิทยา 4,000 เหรียญ แตะจุดต่ำสุดที่ 3,975 เหรียญในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (26 ต.ค.69) บวก 1.91 จุด ดัชนี 1,546.58 จุด

6. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.50-34.00 ติดตามประชุมกนง.และเฟด

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (26 ต.ค.69) ร่วงลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,700 บาท

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.65 - 33.90 บาท/ดอลลาร์

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (26 ต.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (26 ต.ค.69) ร่วงลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,700 บาท

11. พยากรณ์อากาศวันนี้ (26 ต.ค.69) ภาคใต้ ฝั่ง ตต. ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% ภาคอีสาน 40%

12. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 ต.ค.69) ร่วงหนัก 110.20 ดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะสูงสุดในรอบ 5 เดือน

13. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 ต.ค.69) ร่วงแรง 1,350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,800 บาท

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ต.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนฟ้าคะนอง 60% และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคกลาง 40% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 10%

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 ต.ค.69) บวกเล็กน้อย 11.89 จุด ดัชนี S&P 500-Nasdaq ปิดร่วงหนัก จากแรงเทขายหุ้นเทคฯ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 26, 2026, 9:52 pm