
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดการประชุมหารือแนวทางการยกระดับมาตรการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของระบบประกันภัยรถภาคบังคับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของภาคธุรกิจประกันภัยให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยมี นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงาน คปภ. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัทประกันภัยทุกแห่งเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบประกันภัยรถภาคบังคับทั้งระบบผ่านประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาระบบฐานข้อมูลประกันภัย การผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดการใช้เอกสาร การปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านความคุ้มครองให้สอดคล้องกับการใช้งานรถจริง ตลอดจนการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการประชาชนให้มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การยกระดับมาตรการนำส่งข้อมูลการรับประกันภัยเข้าสู่ระบบ CMIS ที่ประชุมได้หารือแนวทางการยกระดับการนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบรายงานข้อมูลประกันภัยรถภาคบังคับ (CMIS) ให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงาน ด้านสาธารณสุข ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการชำระภาษีรถประจำปี การตรวจสอบสถานะการมีประกันภัย และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ตั้งเป้าหมายให้ ทุกบริษัทสามารถนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ CMIS ได้แบบ Real time 100% ภายในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 พร้อมแจ้งให้ บริษัทประกันภัยทุกแห่งรับทราบแนวทางและถือปฏิบัติตามมาตรฐานการนำส่งข้อมูลอย่างเคร่งครัด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ

ประเด็นที่ 2 แนวทางการลดการนำส่งกรมธรรม์ประกันภัยในรูปแบบกระดาษให้แก่ผู้เอาประกันภัย โดยได้หารือถึงแนวทางการผลักดันการใช้กรมธรรม์ประกันภัยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านความยั่งยืน (ESG) และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยปัจจุบันบริษัทประกันภัยทั้ง 35 แห่งที่จำหน่ายประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) สามารถออกกรมธรรม์ในรูปแบบ e-Policy และนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ Custodian ได้ครบ 100% ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2569 มีการออก e-Policy แล้วกว่า 14 ล้านกรมธรรม์ สำนักงาน คปภ. จึงผลักดันให้ภาคธุรกิจประกันภัยปรับระบบการดำเนินงานและส่งมอบ e-Policy เป็นช่องทางหลัก เพื่อลดต้นทุนด้านเอกสาร การจัดส่ง และการบริหารจัดการเอกสารพร้อมยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้ขอให้บริษัทประกันภัยจัดทำแผนการลดการนำส่งกรมธรรม์แบบกระดาษ และจัดส่งแผนดังกล่าวให้สำนักงาน คปภ. ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการลดการใช้กระดาษในภาคธุรกิจประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นที่ 3 ร่างคำสั่งนายทะเบียนเกี่ยวกับการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย และการกำหนดระยะเวลาความคุ้มครองประกันภัยให้ตรงกับรอบชำระภาษีรถประจำปี สำนักงาน คปภ. ได้หารือร่วมกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อยกระดับการกำกับดูแลรถที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนให้มีความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมออกคำสั่งนายทะเบียน 2 ฉบับ ได้แก่ การกำหนดเงื่อนไขการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ และการกำหนดให้ระยะเวลาความคุ้มครองสอดคล้องกับรอบการชำระภาษีรถประจำปี เพื่อให้รถทุกคันมีความคุ้มครองต่อเนื่องตลอดอายุภาษีรถ ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law Portal) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างรอบด้าน พร้อมเชิญชวนให้บริษัทประกันภัยร่วมเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าว เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่กำหนดสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ประเด็นที่ 4 การขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569
ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569 ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ต่อยอดจากโครงการพื้นที่ต้นแบบในปี 2568 สู่การพัฒนาเป็นรูปแบบเชิงระบบ (Systemic Model) ที่สามารถขยายผลในระดับประเทศ โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ในปี 2569 ได้ขยายพื้นที่ต้นแบบเพิ่มเติมในจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี เพื่อพัฒนา “ชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย” และสร้างมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ซึ่งจะนำไปสู่การลดความสูญเสียและยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนให้ภาคธุรกิจประกันภัยร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งในด้านข้อมูล การสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สอดคล้องกับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่

“การประชุมร่วมกันครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ในการขับเคลื่อนมาตรการยกระดับระบบประกันภัยรถภาคบังคับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการหารือและรับทราบแนวทางการดำเนินงาน มาตรการ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานของแต่ละบริษัทประกันภัยทุกแห่งให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนต่อระบบประกันภัยของประเทศในระยะยาว” นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ กล่าวในตอนท้าย
ข่าวเด่น