เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : "จากฮอร์มุซถึงปักกิ่ง" วิกฤตพลังงานโลก ที่กำลังเปลี่ยนเกมความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน


 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โลกจับตาความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มเปราะบางมากขึ้น จนหลายฝ่ายกังวลว่า เส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอาจกลายเป็น "จุดปะทุ" ของวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
 
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ ได้ตัดสินใจชะลอมาตรการปิดล้อมและลดแรงกดดันทางทหารบางส่วนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่ให้การเจรจาเดินหน้าต่อ ท่ามกลางความพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งที่กระทบเสถียรภาพพลังงานโลก ในเวลาใกล้เคียงกัน การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์ ในการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำ ที่ถูกจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง จึงถูกจับตามองอย่างมาก เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่า เบื้องหลังการหารือระหว่างสหรัฐและจีนในครั้งนี้ อาจไม่ได้มีเพียงประเด็นสงครามการค้า หรือการแข่งขันด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ความมั่นคงด้านพลังงาน” และความเสี่ยงจากตะวันออกกลางที่กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้
 
แม้ทรัมป์จะระบุต่อสื่อว่า สหรัฐไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากจีนในการจัดการปัญหาอิหร่าน แต่ในทางปฏิบัติ นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่า จีนคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดของเกมนี้ เพราะในโลกปัจจุบัน จีนไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “เส้นเลือดทางเศรษฐกิจ” สำคัญของหลายประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับทางอิหร่านเอง
 
ฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่โลกไม่อาจมองข้าม

ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก น้ำมันดิบจำนวนมหาศาลจากตะวันออกกลางต้องผ่านจุดนี้ก่อนถูกส่งต่อไปยังเอเชีย ยุโรป และตลาดโลก หากเกิดการปิดกั้น หรือความขัดแย้งลุกลามจนกระทบเส้นทางเดินเรือ ผลกระทบจะเกิดขึ้นแทบจะทันที ไม่ว่าจะเป็น

• ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น
• ค่าขนส่งที่สูงขึ้น
• เงินเฟ้อที่กลับมารุนแรง
• ต้นทุนภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
• และความผันผวนในตลาดการเงินโลก
 
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบางจากภาวะดอกเบี้ยสูง หนี้สาธารณะ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความปั่นป่วนด้านพลังงานจึงอาจกลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่ไม่มีประเทศใดต้องการ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก และพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง หากฮอร์มุซเกิดปัญหา จีนจะได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน ภาคการผลิต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สหรัฐเองก็ไม่ต้องการเห็นราคาพลังงานพุ่งขึ้นจนกดดันเงินเฟ้อ และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดทุนโลก ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ผลประโยชน์ของทั้งสองมหาอำนาจเริ่ม “ทับซ้อนกัน”

จากสงครามการค้า สู่ “การประคองเสถียรภาพโลก”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกคุ้นชินกับภาพความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า, การแข่งขันด้าน AI, มาตรการกีดกัน Semiconductor, การแย่งชิง Supply Chain หรือความตึงเครียดในเรื่องไต้หวัน อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานในปัจจุบันกำลังสร้างบริบทใหม่ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มมี “ผลประโยชน์ร่วม” บางอย่างมากขึ้น เพราะเมื่อความเสี่ยงระดับโลกเริ่มขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, ราคาน้ำมัน, เงินเฟ้อ หรือความผันผวนของตลาดการเงิน ทั้งสหรัฐและจีนต่างเริ่มตระหนักว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามจนระบบเศรษฐกิจโลกเสียหาย สุดท้ายทุกฝ่ายจะได้รับผลกระทบกลับไปพร้อมกัน

จึงเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์จำนวนมาก มองว่า การเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ อาจสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน จากเดิมที่เน้น “เผชิญหน้าตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ไปสู่รูปแบบที่เรียกว่า “Managed Competition” หรือการแข่งขันที่ยังคงดุเดือด แต่ต้องมีการควบคุมความเสี่ยงร่วมกัน

กล่าวอีกแบบคือ ทั้งสองประเทศยังแข่งขันกันในเรื่องอำนาจ เทคโนโลยี และอิทธิพลทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเริ่มมีแรงจูงใจที่จะ “รักษาเสถียรภาพของระบบโลก” ไม่ให้พังไปพร้อมกัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ บทบาทของจีนในตะวันออกกลางวันนี้ แตกต่างจากเมื่อสิบปีก่อนอย่างมาก จีนค่อย ๆ ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านทั้งทางการลงทุนด้านพลังงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, การค้า และความร่วมมือระยะยาวกับหลายประเทศ โดยเฉพาะกับอิหร่าน ซึ่งจีนถือเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ และเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจสำคัญ ในมุมหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้จีนมี “Leverage” หรืออำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง

แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า สหรัฐไม่ต้องการความช่วยเหลือจากจีนในกรณีอิหร่าน แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่า รัฐบาลสหรัฐย่อมตระหนักดีว่า จีนมีศักยภาพในการช่วย “ลดความร้อน” ของสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง และนี่คือภาพสะท้อนสำคัญของโลกยุคใหม่ ที่โลกกำลังเปลี่ยนจากระบบที่สหรัฐสามารถกำหนดเกมฝ่ายเดียว ไปสู่โลกที่มหาอำนาจต้อง “ต่อรองและประสานผลประโยชน์” กันมากขึ้น

แล้วไทยควรมองเรื่องนี้อย่างไร?

สำหรับประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจมีความสำคัญมากกว่าที่คิด เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาทั้งการค้าโลก, พลังงานนำเข้า, ภาคการท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างชาติ หากความตึงเครียดด้านพลังงานลดลง ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น และเศรษฐกิจโลกไม่เข้าสู่ภาวะปั่นป่วนรุนแรง ไทยก็มีโอกาสได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากนี้ หากสหรัฐและจีนเริ่มกลับมารักษาสมดุลความสัมพันธ์ได้มากขึ้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อาจกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของทุนโลกมากขึ้นเช่นกัน ในโลกที่มหาอำนาจยังแข่งขันกัน แต่ไม่ต้องการให้ระบบโลกพัง ประเทศที่สามารถวางตัวเป็น “จุดเชื่อม” ระหว่างเศรษฐกิจต่างขั้วได้ อาจกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในระยะยาว และนั่นอาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของไทย ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ในขณะนี้

LastUpdate 13/05/2569 21:25:23 โดย : Admin
14-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (13 พ.ค.69) บวก 33.70 จุด ดัชนี 1,517.26 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบบริเวณ 4,680 - 4,720 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (13 พ.ค.69) บวก 30.79 จุด ดัชนี 1,514.35 จุด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (12 พ.ค.69) ลบ 42 ดอลลาร์ กังวลราคาน้ำมันพุ่ง หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 พ.ค.69) ทั่วไทยฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง / ภาคกลาง ฝน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 60-70% ภาคอีสาน 30%

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (12 พ.ค.69) บวก 56.09 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดลบ นักลงทุนเทขายทำกำไร กังวลเงินเฟ้อสูง-สงครามอิหร่านยืดเยื้อ

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (13 พ.ค.69) บวก 9.72 จุด ดัชนี 1,493.28 จุด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (13 พ.ค.69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,800 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (13 พ.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.37 บาทต่อดอลลาร์

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์

11. ข่าวด่วน!! พรุ่งนี้ น้ำมันขึ้นราคา

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (12 พ.ค.69) ลบ 5.73 จุด ดัชนี 1,483.56 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (12 พ.ค.69) ลบ 0.52 จุด ดัชนี 1,488.77 จุด

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (11 พ.ค.69) ลบ 2 ดอลลาร์ จับตาเจรจาสันติภาพอิหร่าน-เงินเฟ้อสหรัฐฯ

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (11 พ.ค.69) บวก 95.31 จุด รับแรงซื้อหุ้น AI, จับตาเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 14, 2026, 1:48 am