เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : จาก "สงครามการค้า" สู่ "การอยู่ร่วมกัน" เมื่อทรัมป์เยือนจีนอีกครั้ง ในวันที่ทุนโลกเริ่มส่งสัญญาณขาดจีนไม่ได้


การเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ ในรอบ 10 ปีครั้งนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงภาพการทูตธรรมดา แต่กำลังกลายเป็น "สัญญะสำคัญ" ของความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน ที่เริ่มเปลี่ยนจากยุค "สู้กันฟันต่อฟัน" ไปสู่ยุคของ "การแข่งขันที่ต้องควบคุมไม่ให้พังทั้งระบบ" จากตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกคุ้นชินกับภาพของสงครามการค้า มาตรการกีดกันเทคโนโลยี การแบนชิป การกดดัน Supply Chain และการผลักดันแนวคิด “Decoupling” หรือการแยกตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
 
แต่การกลับมาพบกันครั้งนี้ กำลังสะท้อนว่า แม้สหรัฐและจีนยังคงแข่งขันกันหนัก ทว่าโลกธุรกิจและตลาดทุนเริ่มส่งสัญญาณตรงกันว่า “ความขัดแย้งที่รุนแรงเกินไป” อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเชื่อมโยงกันลึกกว่ายุคสงครามเย็นมาก และไม่มีฝ่ายใดสามารถตัดอีกฝ่ายออกจากระบบโลกได้จริงโดยไม่สร้างผลกระทบกลับมาหาตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในรอบนี้ไม่ได้มีเพียงแเค่รัฐบาลทรัมป์เดินทางไปจีน แต่ยังมีเครือข่ายทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐ เดินทางตามไปด้วย ทั้งกลุ่ม Big Tech, Big Finance และ Industrial Tech ตั้งแต่ Apple, Tesla, NVIDIA, BlackRock ไปจนถึง Visa และ Mastercard ภาพดังกล่าวสะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจนว่า แม้ภูมิรัฐศาสตร์จะยังตึงเครียด แต่ “ทุนโลกยังไม่สามารถทิ้งจีนได้”
 
จีนยังเป็นตลาดที่โลกธุรกิจมองข้ามไม่ได้
 
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐพยายามผลักดันให้บริษัทอเมริกันลดการพึ่งพาจีน ทั้งในด้านการผลิต เทคโนโลยี และ Supply Chain แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้กลับทำได้ยากกว่าที่หลายฝ่ายคาด เหตุผลสำคัญ คือ จีนไม่ได้เป็นเพียงโรงงานของโลกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Ecosystem ทางเศรษฐกิจ ที่ครบวงจรขึ้นเรื่อย ๆ จีนมีทั้งฐานผู้บริโภคขนาดมหาศาล ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ มี Supply Chain อุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกันทั้งระบบ มีความแข็งแกร่งด้าน EV และแบตเตอรี่ ความก้าวหน้าด้าน AI และ semiconductor รวมถึงระบบการชำระเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ ซึ่งสำหรับบริษัทระดับโลก นี่ไม่ใช่ตลาดที่สามารถ “ถอนตัวแล้วแทนที่ได้ทันที” ตัวอย่างชัดเจนเลยก็คือ Apple ที่แม้จะเริ่มกระจายฐานการผลิตไปอินเดียหรือเวียดนาม แต่โครงสร้าง Supply Chain หลักยังคงเชื่อมกับจีนอย่างลึกซึ้ง หรือกรณีของ Tesla ที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้ก็กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดของบริษัท ทั้งในด้านการส่งออกและต้นทุนการผลิต
 
ขณะเดียวกัน บริษัทด้านการเงินของสหรัฐเองก็ยังต้องการเข้าถึงตลาดทุนและความมั่งคั่งของจีน ซึ่งยังถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดของโลกในระยะยาว ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่บริษัทจำนวนมากเริ่มผลักดันแนวคิดใหม่ว่า แม้สหรัฐฯและจีนจะยังแข่งขันกันได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์แตกหักจนกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
 
การเยือนจีนของทรัมป์ พร้อมกับท่าทีที่ไม่ได้จะกินเลือดกินเนื้อกันเหมือนแต่ก่อน แม้จะไม่ใช่การคืนดีกันระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ ที่เปลี่ยนจากการทำ “สงครามการค้า” ไปเป็น “Managed Competition” หรือ การแข่งขันที่ต้องมีการควบคุมความเสี่ยงร่วมกัน กล่าวคือ ทั้งสองประเทศยังคงแข่งขันกันในเรื่อง AI, Semiconductor, พลังงาน, เทคโนโลยีขั้นสูง และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในเวลาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเริ่มตระหนักว่า หากปล่อยให้ความขัดแย้งรุนแรงเกินไป ผลกระทบจะย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจของตัวเองด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเปราะบางหลายด้าน ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน ความเสี่ยงเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และความผันผวนของตลาดการเงิน
 
ดังนั้น การที่ผู้นำสหรัฐและจีนกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง จึงถูกตีความว่า อย่างน้อยที่สุด ทั้งสองฝ่ายยังพยายามรักษา “เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก” เอาไว้ และสิ่งนี้สำคัญต่อตลาดทุนอย่างมาก เพราะในโลกการเงิน บางครั้งตลาดไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่าง “ดีสมบูรณ์แบบ” แต่ต้องการเพียงความมั่นใจว่า ความเสี่ยงจะไม่ลุกลามจนควบคุมไม่ได้
 
เอเชีย ตัวเต็งผู้ได้ประโยชน์รายใหญ่จากเรื่องนี้

หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มผ่อนคลายลง แม้เพียงชั่วคราว ประเทศในเอเชียอาจกลายเป็น “ผู้ได้รับประโยชน์” สำคัญของรอบใหม่ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนจากระบบที่มีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว ไปสู่ “Multi-hub Economy” หรือ เศรษฐกิจหลายศูนย์กลาง ธุรกิจระดับโลกเริ่มมองหาฐานการผลิตเสริม,  Regional Headquarters, Data Center, ศูนย์การเงินใหม่, Logistics Hub และตลาดผู้บริโภคใหม่ในเอเชีย เป็นต้น ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น ทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม UAE รวมถึงประเทศไทย สำหรับไทย โอกาสสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็น “คู่แข่งจีน” แต่เป็นการเป็น “จุดเชื่อม” ระหว่างทุนโลกกับภูมิภาคเอเชีย ไทยมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์, โครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม, Supply Chain ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์, ภาคบริการและการท่องเที่ยว หรือจะเป็นศักยภาพในการเป็น Medical Hub และ Lifestyle Destination ขณะเดียวกัน กระแส “Mobile Capital” หรือเงินทุนที่เคลื่อนย้ายข้ามประเทศง่ายขึ้น ก็กำลังทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนมีฐานะและธุรกิจระหว่างประเทศ หากไทยสามารถยกระดับ

• ระบบดิจิทัล
• โครงสร้างภาษี
• กฎเกณฑ์การลงทุน
• คุณภาพแรงงาน
• ความสามารถด้านเทคโนโลยี
 
ไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำเหมือนในอดีต แต่อาจกลายเป็น “Regional Platform” หรือฐานกลางในการบริหารธุรกิจสำหรับทุนโลกในยุคใหม่ได้เช่นกัน

ท้ายที่สุด การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์อาจสะท้อนความจริงสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ นั่นคือ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถครองเกมเพียงลำพังได้อีกต่อไป สหรัฐยังเป็นมหาอำนาจทางการเงินและเทคโนโลยี จีนยังเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีอิทธิพลต่อระบบโลกมากเกินกว่าจะตัดกันขาด สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแยกตัวอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะ “แข่งขันและอยู่ร่วมกัน” ไปพร้อมกัน

สำหรับโลกธุรกิจ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ แต่สำหรับเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย นี่อาจเป็น “หน้าต่างโอกาส” สำคัญ ที่จะกำหนดบทบาทของภูมิภาคในเศรษฐกิจโลกทศวรรษต่อจากนี้

LastUpdate 13/05/2569 21:25:02 โดย : Admin
14-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (13 พ.ค.69) บวก 33.70 จุด ดัชนี 1,517.26 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงแกว่งตัวในกรอบบริเวณ 4,680 - 4,720 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (13 พ.ค.69) บวก 30.79 จุด ดัชนี 1,514.35 จุด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (12 พ.ค.69) ลบ 42 ดอลลาร์ กังวลราคาน้ำมันพุ่ง หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (13 พ.ค.69) ทั่วไทยฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง / ภาคกลาง ฝน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 60-70% ภาคอีสาน 30%

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (12 พ.ค.69) บวก 56.09 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดลบ นักลงทุนเทขายทำกำไร กังวลเงินเฟ้อสูง-สงครามอิหร่านยืดเยื้อ

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (13 พ.ค.69) บวก 9.72 จุด ดัชนี 1,493.28 จุด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (13 พ.ค.69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,800 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (13 พ.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.37 บาทต่อดอลลาร์

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์

11. ข่าวด่วน!! พรุ่งนี้ น้ำมันขึ้นราคา

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (12 พ.ค.69) ลบ 5.73 จุด ดัชนี 1,483.56 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (12 พ.ค.69) ลบ 0.52 จุด ดัชนี 1,488.77 จุด

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (11 พ.ค.69) ลบ 2 ดอลลาร์ จับตาเจรจาสันติภาพอิหร่าน-เงินเฟ้อสหรัฐฯ

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (11 พ.ค.69) บวก 95.31 จุด รับแรงซื้อหุ้น AI, จับตาเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 14, 2026, 1:47 am