สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
· เงินบาทพลิกแข็งค่า แตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์
เงินบาทแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคและการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำในตลาดโลก สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่เผชิญแรงขาย หลังมีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านระงับการโจมตีโต้ตอบกันเป็นการชั่วคราวในช่วงต้นสัปดาห์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังอ่อนค่าลงจากผลการประชุมเฟดล่าสุดซึ่งสะท้อนว่า เฟดอาจยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมใกล้ ๆ นี้ เพราะแม้ประธานเฟดจะแสดงท่าทีกังวลต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่ก็ระบุเพิ่มเติมว่า หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อัตราดอกเบี้ยก็อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เฟดจะนำมาใช้ แต่ดอกเบี้ยอาจไม่ใช่คำตอบเดียวของการสกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อ อนึ่ง ในการประชุมเมื่อ 28-29 ก.ค. ที่ผ่านมา เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตามเดิมและมีสมาชิก FOMC ถึง 3 รายที่โหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
เงินบาทเพิ่มช่วงบวกได้ต่อเนื่องไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ที่ 33.321 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ มีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด
· ในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 ก.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 27-31 ก.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 112 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทยที่ 10,283 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 11,190 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 907.5 ล้านบาท)
· สัปดาห์ระหว่างวันที่ 3-7 ส.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.00-33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนมิ.ย. ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนก.ค. นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนก.ค. ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงตัวเลขการส่งออกเดือนก.ค. ของจีนด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
· ดัชนีหุ้นไทยปิดต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน แม้จะฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้ในช่วงท้ายสัปดาห์
SET index ร่วงลงแรงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยเผชิญแรงกดดันหลัก ๆ จากหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง (เนื่องจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาต่ำกว่าคาด) ประกอบกับมีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกย่อตัวลงหลังจากมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ระงับการโจมตีอิหร่านชั่วคราว นอกจากนี้นักลงทุนบางส่วนเลือกขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดของตลาดในประเทศ (28-29 ก.ค.)
ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องหลังจากกลับมาเปิดทำการตามปกติ โดยร่วงลงหลุดแนว 1,600 จุด สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเชียที่ส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน (โดยกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดได้ในช่วงท้ายสัปดาห์) ตามตลาดต่าประเทศที่ได้รับอานิสงส์ หลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่บางแห่งของสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาดีกว่าคาด
· ในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,623.64 จุด ลดลง 1.26% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 96,521.01 ล้านบาท ลดลง 0.28% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.01% มาปิดที่ระดับ 227.10 จุด
· สัปดาห์ถัดไป (3-7 ส.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,610 และ 1,580 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,635 และ 1,655 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบจ.ไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและการบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนก.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ค. ของยูโรโซน อังกฤษ จีนและญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมิ.ย. ของยูโรโซน ตลอดจนตัวเลขนำเข้าและส่งออกเดือนก.ค. ของจีน
ข่าวเด่น