
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท ณ ต้นสัปดาห์เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 33.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดการเงินโลกยังคงติดตามปัจจัยสำคัญทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจมากที่สุดยังคงเป็นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มลดความกังวลต่อการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น แม้ว่ากรรมการเฟดบางส่วนยังคงสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมายก็ตาม
หลังการประชุม เจ้าหน้าที่เฟดหลายราย ยังคงส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักกับการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดมากกว่า ส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับหลายสกุลเงินหลัก
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.5% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.1% ขณะที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงบางส่วน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา
ปัจจัยข้างต้นส่งผลให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เงินเยนยังได้รับแรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าดูแลความเคลื่อนไหวในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท
สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังคงจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายทั่วโลก โดยทีทีบีประเมินว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ข่าวเด่น