เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Gig Economy: งานยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ความเสี่ยงไปอยู่ที่ใคร?


 
• Digital Platform ทำให้งานระยะสั้น งานเป็นครั้งคราว และงานแบบ Project-based หาได้ง่ายและขยายตัวเร็วขึ้น จน Gig Economy กลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานมากกว่าจะเป็นเพียงงานเสริม
 
• สำหรับแรงงาน Gig Work เพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างรายได้เพิ่ม แต่หากต้องพึ่งงานที่สองหรือสามเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน การเติบโตของงานลักษณะนี้ก็อาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแรงกดดันทางการเงินของครัวเรือน
 
• สำหรับธุรกิจ Gig Work ช่วยให้ต้นทุนแรงงานปรับตาม Demand ได้ง่ายขึ้น แต่ความไม่แน่นอนส่วนหนึ่งถูกส่งต่อมายังแรงงาน ผ่านรายได้ที่ผันผวนและความคุ้มครองที่น้อยกว่าพนักงานประจำ
 
• สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีงานทำอยู่ใน Informal Employment อยู่แล้ว
 
• ความท้าทายจึงอยู่ที่การเพิ่มความคุ้มครองให้แรงงาน โดยยังรักษาความยืดหยุ่นที่ทำให้ Gig Work มีคุณค่าไว้
 
ลองนึกภาพว่า เลิกงานประจำตอน 5 โมง เย็น 6 โมงออกไปส่งอาหาร
เสาร์-อาทิตย์รับงาน Freelance หรือขายของออนไลน์
คุณอาจมีงานหลักงานเดียว แต่มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง
สำหรับบางคน นี่คือ “ทางเลือก” เพราะอยากมีรายได้เพิ่ม แต่สำหรับบางคน มันอาจกำลังกลายเป็น “ความจำเป็น” เพราะรายได้จากงานหลักเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอกับค่าครองชีพ
 
เทคโนโลยีไม่ได้สร้าง Gig Work แต่มันทำให้โตเร็วขึ้น
งานระยะสั้นหรืองานเป็นครั้งคราวมีมานานแล้ว แต่ Smartphone ระบบชำระเงินดิจิทัล และ Online Platform ทำให้แรงงานกับลูกค้าหากันเจอง่ายขึ้นอย่างมาก
ร้านอาหารไม่จำเป็นต้องมีพนักงานส่งของของตัวเอง 
Startup สามารถจ้าง Programmer เฉพาะบาง Project 
Freelancer ในไทยสามารถรับงานจากลูกค้าอีกซีกโลกได้
ต้นทุนในการ “จับคู่” คนที่ต้องการงานกับคนที่ต้องการแรงงานจึงลดลงอย่างมาก และเมื่อ Transaction Cost ต่ำลง ตลาดที่เคยกระจัดกระจายก็สามารถขยายตัวได้เร็วขึ้น
World Bank ประเมินว่า Online Gig Work อาจมีแรงงานเกี่ยวข้องทั่วโลกราว 154–435 ล้านคน หรือประมาณ 4.4–12.5% ของกำลังแรงงานโลก แม้ช่วงของตัวเลขค่อนข้างกว้าง เพราะ Gig Work เป็นตลาดที่วัดได้ยาก แต่ขนาดโดยประมาณก็มากพอที่จะบอกว่า งานรูปแบบนี้ไม่ได้อยู่ชายขอบของตลาดแรงงานอีกต่อไป
เมื่อรายได้เสริมเป็นทั้ง Opportunity และ Income Buffer
 
ข้อดีของ Gig Work เห็นได้ค่อนข้างชัด นักศึกษาสามารถทำงานนอกเวลาเรียน พ่อแม่เลือกเวลาทำงานให้เหมาะกับครอบครัว หรือพนักงานประจำใช้เวลาหลังเลิกงานสร้างรายได้เพิ่ม ในมุมนี้ Gig Work ช่วยให้คนเปลี่ยน “เวลาว่าง” หรือทักษะที่มีอยู่ให้กลายเป็นรายได้ และยังทำหน้าที่เป็น Income Buffer ในช่วงที่รายได้หลักลดลงหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
แต่มีเส้นแบ่งระหว่าง “เลือกทำงานเพิ่ม” กับ “จำเป็นต้องทำงานเพิ่ม”
หากคนจำนวนมากต้องมีงานที่สองหรือสามเพื่อจ่ายค่าเช่า ค่าอาหาร หรือภาระหนี้ การเพิ่มขึ้นของ Gig Work ก็อาจไม่ได้เกิดจากความต้องการความยืดหยุ่นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้จากงานหลักด้วย
ดังนั้น ตัวเลข Gig Worker ที่เพิ่มขึ้นจึงควรถูกมองควบคู่กับคำถามที่ว่า
คนทำงานเพิ่มเพราะอยากมีรายได้มากขึ้น หรือเพราะรายได้จากงานเดียวไม่เพียงพอ?
ธุรกิจยืดหยุ่นขึ้น แล้วความเสี่ยงไปอยู่ที่ใคร?
สำหรับธุรกิจ Gig Economy มีข้อได้เปรียบสำคัญ เมื่อ Demand เพิ่ม ก็สามารถเพิ่มแรงงานได้ เมื่อ Demand ลด ก็ลดต้นทุนลงได้โดยไม่ต้องรักษากำลังคนไว้เท่าเดิม Gig Work จึงช่วยให้ต้นทุนแรงงานบางส่วนเปลี่ยนจาก Fixed Cost ไปมีลักษณะเป็น Variable Cost มากขึ้น ธุรกิจสามารถปรับตัวตามภาวะตลาดได้เร็วกว่าเดิม
แต่ความไม่แน่นอนไม่ได้หายไปจากระบบ มันเพียงเปลี่ยนว่าใครเป็นคนรับความเสี่ยง
พนักงานประจำได้รับค่าจ้างค่อนข้างแน่นอน แม้วันนั้นลูกค้าจะมากหรือน้อย แต่รายได้ของ Gig Worker อาจขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้า ชั่วโมงทำงาน ช่วงเวลา สภาพอากาศ หรือแม้แต่ Algorithm ของ Platform
แรงงานจึงได้ความยืดหยุ่นในการเลือกเวลาทำงาน แลกกับความแน่นอนของรายได้ที่ลดลง และเมื่อรายได้ผันผวน สิ่งที่ตามมาไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ยังรวมถึงความสามารถในการออม การวางแผนเกษียณ และการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกัน Gig Worker จำนวนมากยังต้องจัดการเรื่องประกันสังคม การลาป่วย ความคุ้มครองจากอุบัติเหตุ และเงินออมเพื่อเกษียณด้วยตัวเอง
“วันนี้หาเงินได้เท่าไร?” 
“ถ้าพรุ่งนี้ทำงานไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น?” 
ล้วนเป็นความเสี่ยงที่พนักงานประจำบางส่วนเคยแชร์กับนายจ้าง
สำหรับไทย เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่คิด
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า แรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีงานทำในไทยอยู่ใน Informal Employment แน่นอนว่าแรงงานนอกระบบไม่ได้เท่ากับ Gig Worker แต่ตัวเลขนี้มีความสำคัญ เพราะหมายความว่าไทยมีแรงงานจำนวนมากที่อยู่นอกโครงสร้างการจ้างงานแบบมาตรฐานอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อ Digital Platform เข้ามา
มอเตอร์ไซค์รับจ้างสามารถเข้าถึงลูกค้าผ่าน Platform 
ร้านอาหารขนาดเล็กขายอาหารผ่าน Delivery App 
Freelancer หางานได้ไกลกว่าพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ 
นี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะสำหรับหลายครัวเรือนรายได้เพิ่มเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อวันอาจช่วยจ่ายค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือผ่อนหนี้ในแต่ละเดือนได้
แต่อีกด้านของเรื่องเดียวกันคือ หากรายได้จำนวนนี้กลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน “งานเสริม” ก็อาจไม่ใช่งานเสริมอีกต่อไป
 
หลายประเทศกำลังทดลองหาจุดสมดุล
• สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่ในไทย หลายประเทศกำลังพยายามออกแบบกติกาที่เพิ่มความคุ้มครองให้ Gig Worker โดยไม่ทำลายความยืดหยุ่นที่เป็นข้อดีของงานประเภทนี้
• สหภาพยุโรปเดินหน้าผ่าน Platform Work Directive ซึ่งให้ความสำคัญกับสถานะการจ้างงานและความโปร่งใสของ Algorithm
• สิงคโปร์ใช้ Platform Workers Act เพื่อเพิ่มความคุ้มครองด้าน CPF อุบัติเหตุจากการทำงาน และสิทธิในการมีตัวแทน
ออสเตรเลียเริ่มพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำสำหรับแรงงาน On-demand บางประเภท
ขณะที่อินเดียกำลังขยายระบบ Social Security ให้ครอบคลุม Gig และ Platform Workers มากขึ้น
แต่ทุกประเทศต้องเผชิญ Trade-off คล้ายกัน ถ้ากฎเข้มเกินไป ต้นทุนของ Platform และธุรกิจอาจเพิ่มขึ้น ราคาบริการอาจสูงขึ้น และจำนวนงานอาจลดลง แต่ถ้าความคุ้มครองน้อยเกินไป แรงงานก็ต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดมากเกินไป
ความยืดหยุ่นที่มากขึ้น ต้องมาพร้อมกับความมั่นคง
ความยืดหยุ่นสร้างประโยชน์จริง แรงงานมีทางเลือกในการหารายได้ ธุรกิจปรับต้นทุนได้เร็วขึ้น ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น และเทคโนโลยีช่วยให้คนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดที่เมื่อก่อนเข้าถึงได้ยาก
แต่ความยืดหยุ่นไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป สิ่งที่เปลี่ยนคือ ความเสี่ยงนั้นถูกแบ่งระหว่างแรงงาน Platform ธุรกิจ และภาครัฐอย่างไร
สำหรับไทย ซึ่งมีแรงงานนอกระบบจำนวนมากอยู่แล้ว การเติบโตของ Gig Economy จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างสามสิ่ง คือ Flexibility, Productivity และ Security
เพราะหากคนทำงานหลายงานเพราะมองเห็นโอกาส นั่นอาจเป็นข้อดีของตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นขึ้น แต่หากวันหนึ่งคนจำนวนมากต้องทำงานสองหรือสามงาน เพียงเพื่อรักษามาตรฐานชีวิตเดิมไว้ เรื่องที่เราต้องสนใจจะเปลี่ยนจาก “Gig Economy โตเร็วแค่ไหน” เป็น “ทำไมงานเดียวจึงไม่พออีกต่อไป”
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ก.ย. 2569 เวลา : 20:42:57
14-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 15 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนเพชรบุรี

2. กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 15 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนจรัญสนิทวงศ์

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (14 ก.ย.69) ลบ 13.45 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,591.07 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกกลับมาเคลื่อนไหวใกล้ 4,300 เหรียญ หลังจากก่อนหน้านี้ทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,443 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายหลังการประกาศ CPI

5. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (14 ก.ย.69) ลบ 9.64 จุด ดัชนี 1,594.88 จุด

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (14 ก.ย.69) "ภาคอีสาน-ภาคกลาง-ภาคใต้" ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก 60%

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (14 ก.ย.69) ลบ 1.44 จุด ดัชนี 1,603.08 จุด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (14 ก.ย.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 69,050 บาท

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

10. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.80-33.40 ลุ้นดอกเบี้ยเฟดและบีโอเจ

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (14 ก.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 ก.ย.69) ลบ 10.55 จุด ดัชนี 1,604.52 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (11 ก.ย.69) ลบ 10.31 จุด ดัชนี 1,604.76 จุด

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดระดับ 4,350 เหรียญ ทำให้ภาพระยะสั้นกลับมาเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway Down

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 14, 2026, 10:00 pm