ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี ประเมินค่าเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 33.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตลาดการเงินทั่วโลกยังให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะต่อไป
ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดในบางองค์ประกอบ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ปรับเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า และดัชนี Super Core CPI เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 0.5% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ แม้ว่าตัวเลขบางส่วนของดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน (Core PPI) จะออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ก็ตาม ส่งผลให้นักลงทุนยังคงติดตามท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10-20 ปี วงเงินสูงสุด 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแม้จะสูงกว่ากรอบแนวทางเดิม แต่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวัง ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างแรงหนุนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้านปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ยังเป็นอีกประเด็นที่ตลาดจับตา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแนวคิดแจกเงินช่วยเหลือชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่คนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดด้านแหล่งเงินทุนยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่นักลงทุนยังคงกังวลต่อสถานการณ์หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือนกันยายน ปรับลดลงสู่ระดับ 47.8 จาก 51.7 ในเดือนก่อนหน้า และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และภาระต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามทิศทางสกุลเงินในภูมิภาคและการแข็งค่าของเงินเยน ก่อนกลับมาอ่อนค่าลงและเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ รวมถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งช่วยหนุนมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจยังคงใช้ท่าทีระมัดระวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ความเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ และราคาพลังงานโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์และความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะสั้น
…………………
ข่าวเด่น