By วิภาดา จิณณวาโส
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเกษตรไทยเผชิญโจทย์เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ ยิ่งผลิตได้มากเท่าไร ก็ใช่ว่าจะยิ่งมีรายได้มากขึ้น เพราะราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยเกษตรกร แต่ผูกอยู่กับตลาดโลกที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง หรืออ้อย ต่างเคยผ่านช่วงเวลาที่ราคาพุ่งขึ้น ก่อนจะปรับตัวลดลงเมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การสร้างรายได้ของภาคเกษตรไทยยังคงติดอยู่ในวงจรของ “การขายปริมาณ” มากกว่าการสร้างมูลค่า
แต่ท่ามกลางโจทย์เดิมเหล่านี้ วันนี้กลับมีพืชชนิดหนึ่งที่กำลังชวนให้หลายฝ่ายตั้งคำถามใหม่ว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยปริมาณเสมอไป หากสามารถสร้างคุณค่าใหม่จากสินค้าเกษตรได้ และพืชชนิดนั้นก็คือ “โกโก้”
หลายคนอาจคุ้นเคยกับช็อกโกแลตจากสวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม หรือฝรั่งเศส แต่กลับไม่ทราบว่าประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถปลูกโกโก้ได้ และยิ่งไปกว่านั้น เมล็ดโกโก้ของไทยยังสามารถคว้ารางวัลระดับโลกด้านคุณภาพมาแล้วหลายครั้ง จนเริ่มได้รับความสนใจจากผู้ผลิตคราฟต์ช็อกโกแลตในต่างประเทศ
โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตของโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ปี 2568 ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตทั่วโลกมีมูลค่าราว 55,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น กว่า 86,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 5% ต่อปี การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการบริโภคช็อกโกแลตที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความยั่งยืน และเรื่องราวของสินค้า มากกว่าการเลือกซื้อเพียงเพราะราคา
นั่นทำให้ตลาดโกโก้ของโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่า ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มสนใจช็อกโกแลตที่สามารถระบุแหล่งปลูกได้อย่างชัดเจน รู้ว่ามาจากประเทศใด จังหวัดใด หรือแม้แต่สวนใด เช่นเดียวกับที่วงการกาแฟให้ความสำคัญกับเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกเฉพาะ หรือวงการไวน์ที่ให้คุณค่ากับแหล่งผลิตและภูมิประเทศที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ประเทศผู้ผลิตรายใหม่ ที่อาจไม่ได้มีผลผลิตมหาศาล แต่มีคุณภาพโดดเด่น กลับมีโอกาสเข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียมได้มากกว่าที่เคย ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ในจังหวะเวลานี้ด้วย
ข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีผลผลิตเมล็ดโกโก้ประมาณ 3,194 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากปีก่อนหน้า พื้นที่ปลูกสำคัญกระจายอยู่ในหลายจังหวัดของภาคใต้ เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ขณะที่บางพื้นที่ในภาคเหนือก็เริ่มสร้างชื่อจากรสชาติที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันตามสภาพภูมิอากาศ
แม้ตัวเลขผลผลิตของไทยจะยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่างโกตดิวัวร์ กานา หรืออินโดนีเซีย แต่ในอีกมุมหนึ่ง ขนาดที่ยังเล็กก็หมายความว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก หากสามารถวางตำแหน่งของอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจคือ จุดแข็งของไทยอาจไม่ใช่การผลิตให้ได้มากที่สุด หากแต่อยู่ที่ “คุณภาพ” ตามที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมล็ดโกโก้ไทยสามารถคว้าเหรียญทองจากเวทีประกวดระดับโลกได้หลายครั้ง สะท้อนว่าทั้งสายพันธุ์ สภาพภูมิอากาศ กระบวนการหมัก และการดูแลหลังการเก็บเกี่ยวของผู้ผลิตไทย สามารถสร้างรสชาติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
นายบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) เคยอธิบายไว้ว่า ประเทศไทยอยู่ในเขต “Cocoa Belt” หรือแนวเส้นศูนย์สูตรที่เหมาะสมต่อการปลูกโกโก้ตามธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถปลูกแซมในสวนมะพร้าวหรือสวนยางพาราได้ดี ทำให้โกโก้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแย่งพื้นที่เพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจหลัก แต่สามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้รอบการเติบโตของโกโก้ไทยในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ไม่ใช่เพียงเพราะมีคนปลูกมากขึ้น หากแต่เป็นเพราะ “ระบบนิเวศของอุตสาหกรรม” เริ่มก่อตัวขึ้น ในอดีต ประเทศไทยเคยมีการส่งเสริมการปลูกโกโก้มาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อโรงงานรับซื้อปิดตัวลง เกษตรกรก็ขาดตลาดรองรับ ผลผลิตจึงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ หลายสวนเลือกโค่นต้นโกโก้และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน แต่การกลับมาของโกโก้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความแตกต่างออกไป เพราะครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเกษตรกร หากยังมีผู้ผลิตคราฟต์ช็อกโกแลต โรงคั่ว ผู้แปรรูป คาเฟ่ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เมล็ดโกโก้ที่ปลูกได้เริ่มมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง และเกิดความเชื่อมั่นว่าผลผลิตสามารถสร้างมูลค่าได้จริง
การมีผู้เล่นในหลายช่วงของห่วงโซ่อุปทาน คือจุดที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มเชื่อว่า “โกโก้ไทย” กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่แตกต่างจากอดีต เพราะอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เติบโตจากการปลูกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ทุกภาคส่วนเริ่มเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้หมักเมล็ด โรงคั่ว ผู้ผลิตช็อกโกแลต ไปจนถึงผู้ประกอบการที่นำผลิตภัณฑ์ไปสร้างแบรนด์และส่งต่อถึงผู้บริโภค โดยหากเรามองให้ลึกลงไป เมล็ดโกโก้หนึ่งเมล็ดไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะในแปลงเกษตร แต่ยังสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายทอด ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การปลูก การหมัก การตาก การคั่ว การแปรรูป การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเปิดร้านกาแฟหรือร้านช็อกโกแลต ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและการส่งออก แต่ละขั้นตอนล้วนสร้างงาน สร้างผู้ประกอบการ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การที่อุตสาหกรรมโกโก้ไทยจะเติบโตจาก “พืชทางเลือก” ไปสู่ “อุตสาหกรรมมูลค่าสูง” ได้จริงนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูป การสร้างตลาด การเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกฎกติกาใหม่ของการค้าโลก ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ หากต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มจากโกโก้ในระยะยาว ประเด็นเหล่านี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญว่าประเทศไทยจะต่อ ยอดอุตสาหกรรมโกโก้ได้มากน้อยเพียงใด และจะกล่าวถึงในตอนต่อไป
ซึ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเรื่องของโกโก้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของการพัฒนาภาคเกษตรไทยในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขัน จากที่ผ่านมา ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรจำนวนมากแข่งขันกันด้วยต้นทุนและปริมาณการผลิต ใครปลูกได้มากกว่า ต้นทุนต่ำกว่า ก็มีโอกาสครองตลาดได้มากกว่า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังให้คุณค่ากับปัจจัยใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของสินค้า (Origin), ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability), ความยั่งยืนของกระบวนการผลิต ตลอดจนเรื่องราวและอัตลักษณ์ที่อยู่เบื้องหลังสินค้าแต่ละชิ้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้ “มูลค่า” ของสินค้าเกษตรในอนาคต ไม่ได้เกิดจากผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากองค์ความรู้ นวัตกรรม การแปรรูป และการสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพจะพัฒนาได้ หากทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเทศไทยเองก็เริ่มมีสัญญาณที่น่าสนใจ ผู้ผลิตหลายรายนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดกับช็อกโกแลตไทย ไม่ว่าจะเป็นมะแขว่นจากน่าน กะเพราไทย ดอกอัญชัน หรือแม้แต่การใช้ข้าวไทยมาทดแทนนมผงในการผลิตช็อกโกแลตนม เพื่อสร้างรสชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัตถุดิบที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือ เช่น การนำน้ำจากกระบวนการหมักหรือเมล็ดโกโก้ตกเกรดมาต่อยอดเป็นโกโก้ไซเดอร์ หรือการนำเปลือกโกโก้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
แนวคิดเช่นนี้สะท้อนว่า อุตสาหกรรมโกโก้ไม่ได้สร้างรายได้จาก “ช็อกโกแลต” เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม การออกแบบ งานหัตถกรรม การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อีกหลายมิติ ซึ่งแน่นอนว่า การผลักดันโกโก้ให้เติบโตเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของไทยยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกร การยกระดับมาตรฐานการหมักและการแปรรูป การลงทุนในโรงงานและเทคโนโลยี การสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนถึงการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอเมื่อการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญไม่แพ้การเพิ่มปริมาณผลผลิต
อย่างไรก็ตาม หากมองจากสัญญาณที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของผลผลิต การได้รับรางวัลในเวทีโลก ความสนใจจากผู้ประกอบการต่างประเทศ การขยายตัวของผู้ผลิต คราฟต์ช็อกโกแลตในประเทศ ตลอดจนการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคมต่าง ๆ ก็สะท้อนว่าอุตสาหกรรมโกโก้ไทยกำลังเดินมาถูกทิศทาง
สุดท้ายแล้ว โกโก้อาจไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมดของภาคเกษตรไทย และคงไม่สามารถเข้ามาแทนที่พืชเศรษฐกิจหลักได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่โกโก้กำลังแสดงให้เห็น คือ “ต้นแบบ” ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรยุคใหม่ ที่สร้างมูลค่าจากทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงจากผลผลิตในไร่ ที่ถ้าหากประเทศไทยสามารถยกระดับตั้งแต่คุณภาพของวัตถุดิบ การแปรรูป การสร้างแบรนด์ การพัฒนามาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง เมล็ดโกโก้เล็ก ๆ อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าได้ในระยะยาว
ข่าวเด่น